ยินดีต้อนรับแขกผู้มาเยือน กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
 
Please Login!

ผู้เขียน หัวข้อ: เทคนิคความรู้เรื่องการทำซัปไตเติ้ล  (อ่าน 3886 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ ป๋ากิ๊ก

  • กำนัน
  • *
  • โพสต์: 3,128
  • คูลเฟิร์ม: 36094
  • zula: 9452.5
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด
  • ป๋ากิ๊ก ณ.นิวยอร์ค

  • ล็อคอิน @ วันนี้ เวลา 13:03:13
เทคนิคความรู้เรื่องการทำซัปไตเติ้ล

การทำแฟนซับ : รู้รายละเอียดขั้นตอนคร่าวๆ
การทำแฟนซับหรือการใส่ซับไตเติ้ลลงในหนัง มิวสิค ละคร
ขั้นตอนคร่าวๆ การทำแฟนซับมีดังนี้

1 ก่อนอื่นต้องโหลดโปรแกรมสำหรับทำซับไตเติ้ล
มีหลากหลายโปรแกรม และใช้งานแตกต่างกันไป
ขอแนะนำ Aegisub สำหรับทำซับต่างๆ

http://aegisub.cellosoft.com

อ่านHelp ลูกเล่นเทคนิคต่างๆอยู่ในนั้นนี่แหละ
time ให้ตรงกับเสียง เซฟเป็นไฟล์.ssa หรือ.assก็ได้
แล้วนำไปencodeภายหลัง ถือว่าจบ

2 หา Raws
Raws คือตัววีดีโอที่แคปเจอร์มา โดยไม่ผ่านการใส่ซับใดๆทั้งสิ้น
การจะได้Raws ดีหรือไม่ดี ภาพชัดไม่ชัด เสียงโอเคหรือไม่
ทั้งหมดขึ้นกับคุณภาพrawsของเราเลย เรียกว่าถ้าไม่มีRawsที่คุณภาพ
ซับของเราก็ด้อยตามไปด้วย ส่วนใหญ่Raws จะหาได้ตามเวปบิทครับ
หรือไม่ก็ในmirc
  
3 Timing
คือ การจับเวลาให้ข้อความที่ออกมาได้พอดีกับเสียง หรือภาพ
งานนี้อาศัย ความอึด ทักษะการดู และการฟังเป็นที่ตั้ง
เครื่องคอมพิวเตอร์ต้องมีแรมเยอะพอสมควรจึงจะสามารถไทม์ได้ดีและตรง

4 การแปล ผมว่าเป็นหน้าที่ที่ยากที่สุด
การแปลนี้บางทีมซับ อาศัยการแปลจากอังกฤษมาเป็นไทยอีกที
ซึ่งหลายทีสร้างความหมายผิดเพี้ยนกับสิ่งที่ต้องการสื่อได้มาก
อีกทั้งผู้แปล ต้องมีนำสำนวนมาขัดเกลาอีกที
ใครแปลจากญี่ปุ่นเป็นไทยได้ ซับไตเติ้ลที่ได้จะมีโอกาสผิดพลาดน้อยกว่า
ผู้ที่แปลจากอังกฤษโดยตรง

5 เอฟเฟคคาราโอเกะ
ส่วนใหญ่จะเป็นผู้พิมพ์ข้อความหรืออาจจะผู้ที่ทำไทม์มิ่ง
เอฟเฟคคือลูกเล่น ให้ได้คาราโอเกะ สีสรรสวยๆ
งานนี้เหมาะสำหรับผู้มีความรู้เรื่องโปรแกรม และอาศัยผู้มีประสบการณ์สอน
นับว่าเป็นสิ่งที่ทำให้คนทำซับปวดหัวได้เหมือนกัน
เพราะไม่ค่อยมีสอนต้องคลำกันเอาเอง

6 QC คือผู้ตรวจทานซับไตเติ้ลว่าพิมพ์ผิดขาดตกอะไรตรงไหนบ้าง
ไทม์มิ่งตรงมั้ย ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีQC กัน คำที่ผิดจึงออกมาบ่อยๆ

7 Encode เป็นการเข้ารหัสเพื่อให้ไฟล์วีดีโอรวมเข้ากับซับไตเติ้ล
ต้องอาศัยเครื่องที่cpuเยอะ เพราะการเอนโค้ดจะเปลืองcpu
งานencode นี่ ต้องอาศัยประสบการณ์หน่อย เพราะสามารถ
กำหนดความชัดภาพแสียง ต่อขนาดไฟล์ได้ดี


โปรแกรมAegisub : การทำซับเบื้องต้น
ว่ากันด้วยหลักพื้นฐานง่ายๆ เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับโปรแกรม
ก่อนจะมาเจาะลึกไปอีกที

ข้อสำคัญที่ควรรู้
การไทม์หรือจับเวลานั้น จะทำได้ตรงไม่ตรงทั้งนี้ทั้งนั้นก็ส่วนนึง
ขึ้นอยู่กับRam ในเครื่องคอมของเรานั่นเอง  ถ้าแรมน้อย
โอกาสที่จะไทม์ออกมาไม่ตรงกับของจริงเวลาencodeมีสูง

ในเมื่อเรารู้จักส่วนต่างๆของเสียงแล้ว แล้วเรามาทำซับ
ในช่วงเสียงกัน เริ่มแรกเปิดไฟล์ที่เราต้องการทำซับ
และimportวีดีโอ พร้อมเสียงมา  ได้ประมาณดังรูป


จากนั้นเรามาดูในส่วนของวีดีโอ


เมื่อกดปุ่มplayที่วีดีโอไป ที่ส่วนของแถบเสียงจะมีเส้นสีขาว
เคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ เพื่อบอกว่ากำลังเล่นเสียงตรงจุดนั้นอยู่
เราสามารถดูเวลาจากส่วนของวีดีโอ และไปช่วงเวลา
ของแถบเสียงนั้นๆเพื่อที่จะทำการไทม์ หรือจับเวลาที่จะลงซับ

ในที่นี้ผมเจอช่วงแถบเสียงที่จะลงซับดังรูปแรกแล้ว เริ่มการไทม์
โดยการคลิ๊กค้าง ลากไปยังช่วงที่ต้องการและปล่อย
โปรแกรมจะcommit ให้อัตโนมัติ


สังเกตว่าเวลาในภาพแถบซับไตเติ้ลจะเปลี่ยนเป็นช่วงนั้นๆ


จากนั้นเราใส่ข้อความลงไปในช่องข้อความ
ในที่นี้ผมใส่ "Nobody know who I really am"
จริงๆถ้าเราไม่อยากใส่ก่อน จะกลับมาใส่ทีหลังก็ไปที่
ช่องนี้กดEnterเลยครับ มันจะเป็นช่องเปล่าๆที่แถบซับ


เมื่อกดEnter หรือปุ่มcommit แล้วจะสังเกตได้ว่าที่แถบซับ
จะเปลี่ยนเป็นดังภาพ


เมื่อเราไปคลิ๊กที่แถบซับช่องแรก จะเห็นข้อความขึ้นมา
ในช่องวีดีโอช่วงนั้นๆ ตอนนี้เราได้เรียนรู้การทำซับไตเติ้ลแบบเบื้องต้นไปแล้ว


Tags ต่างๆ

Tags คือ คำสั่งที่ทำให้อักษรตัวนั้นๆเปลี่ยนแปลงไปตาม
ที่เรากำหนด เช่นเปลี่ยนสี เคลื่อนที่ เว้นบรรทัด ฯลฯ
เรียกได้ว่าเป็นพื้นฐานของการทำคาราโอเกะเลย

บทนี้มาว่ากันให้ละเอียดขึ้น บางTagsต้องขออภัยที่ไม่เอามาเขียน
เพราะผมไม่ทราบว่าใช้งานเช่นไร ดังนั้นขอให้ลองอ่านhelpเอง


Tags พิเศษ พวกนี้ใช้ระหว่างตัวอักษรโดยที่ไม่ต้องอยู่ใน{ }


\n เป็นการเว้นบรรทัด ที่ใช้ได้ในโหมด\q2เท่านั้น ใช้ในกรณีอื่นๆ จะเป็นการเว้นวรรคแทน


\N เป็นการเว้นบรรทัด


Tags ทั่วไปพวกนี้ต้องอยู่ใน{ }

\b<1/0 หรือ weight> ทำเป็นตัวหนา


\i<1/0> ตัวเอียง


\u<1/0> ขีดเส้นใต้


\s<1/0> ขีดฆ่า


\bord<width> ความหนาของเส้นขอบ


\shad<depth> ความลึกของเงา


\be<0/1> ทำให้อักษรพร่ามัว(blur) เป็นการทำให้ดูsmooth คมชัดขึ้น


\fn<ชื่อfont> กำหนดFont


\fs<ขนาด> กำหนดขนาดFont


\fscx<เปอร์เซ็น> กำหนดสเกลความกว้างแคบของตัวอักษร


\fsp<พิกเซล> กำหนดระยะห่างระหว่างตัวอักษร


\fr[<ใส่ค่าX Y หรือZ>]<องศา> เป็นการหมุนอักษร ไปตามแนวแกนX Y Z


ตัวอย่างการหมุนตามแนวแกนY 180องศา จึงเป็นการกลับด้าน


ตัวอย่างการหมุนตามแนวแกนZ


\fe<เลขcharset> เป็นการencode ตัวอักษร
128เป็นอักษรภาษาญี่ปุ่น 222 อักษรภาษาไทย


\1c&H<ค่าสีbbggrr>& คือ การsetสี rgb ของตัวอักษร
ไม่ต้องใส่เลข1ที่cก็ได้ ดังตัวอย่างที่แล้วๆมา ตัวอักษรของผมสีน้ำเงิน
\2c&H<ค่าสีbbggrr>& คือ การเซ็ตสีที่2 ไว้ทำคาราโอเกะ
\3c&H<ค่าสีbbggrr>& คือ การเซ็ตสีเส้นขอบตัวอักษร
สีขอบตัวอย่างที่แล้วๆมาของผมเป็นสีขาว
\4c&H<ค่าสีbbggrr>&  คือ การเซ็ตสีเงาตัวอักษร
สีเงาของผมจากตัวอย่างก่อนหน้าเป็นสีชมพู

ค่า bb คือ สีน้ำเงิน gg คือ สีเขียว
rr คือสีแดง ใช้เลขฐาน16 เซ็ตค่า ตั้งแต่00 ถึง FF
เช่น {\c&H0000FF>&} จะได้สีแดง เป็นต้น

\alpha&H(aa)& คือการเซ็ต ค่าตัวอักษรให้เหมือน
ลักษณะโปร่ง โดยใส่ค่าแทนที่ aa ได้ตั้งแต่00-FF
ค่า00 จะไม่โปร่งใสเลย ส่วนFF จะโปร่งใสจนล่องหนไป


\a<เลข1 ถึง 9> คือ การเซ็ต ตำแหน่งการวางตัวอักษรในจอภาพ
มีด้วยกัน 9 ตำแหน่ง ตามตัวเลข



Coolfirmed by (1)สมาชิก:

ออฟไลน์ ป๋ากิ๊ก

  • กำนัน
  • *
  • โพสต์: 3,128
  • คูลเฟิร์ม: 36094
  • zula: 9452.5
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด
  • ป๋ากิ๊ก ณ.นิวยอร์ค

  • ล็อคอิน @ วันนี้ เวลา 13:03:13
Re: เทคนิคความรู้เรื่องการทำซัปไตเติ้ล
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: 24 ตุลาคม 2011, 11:17:47 »
เมื่อเปิดโปรแกรมมา แล้วเราต้องการที่จะทำซับ
ในที่นี้ เราต้องเริ่มเิปิดต้นฉบับไฟล์ที่เราต้องการทำซับไตเติ้ล
กล่าวคือ เราต้องadd videoก่อน

1 ไปที่เมนู video >>> เลือก add video


2 เลือกraw หรือไฟล์ที่เราจะใส่ซับที่ต้องการ


3 เสร็จแล้วจะได้มา ดังรูป ในที่นี้ผมเลือกไฟล์คลิป
mvทัตสึกิ เวอร์ชั่นภาษาไทยของผมนั่นเอง


4 เมื่อได้ไฟล์วีดีโอแล้ว เราไม่รู้ว่าช่วงไหนที่เราต้องใส่ซับ
เพราะ เราอาศัยการใส่ซับโดยฟังจากเสียง ดังนั้น
เราก็ต้องทำการเพิ่มเสียง ในที่นี้ตัววีดีโอที่เราadd มามีเสียงอยู่
โดยไปที่เมนู audio >>> open audio from video


5 แล้วเราก็จะได้แถบเสียงมา เพื่อใช้ในการไทม์มิ่งได้


ะแล้วก็มาถึงเรื่องของการทำคาราโอเกะซักที  นี่คือการทำคาราโอเกะขั้นพื้นฐาน

คาราโอเกะนั้นมีเครื่องมือต่างๆต่อไปนี้


วิธีใช้ นั้นไม่ยากแต่เราจะมาดูกันอย่างละเอียด
เริ่มแรกผมทำการไทม์ เพื่อจับเวลา และพิมพ์
ข้อความที่อยากทำเป็นคาราโอเกะ


จากนั้นผมก็กดปุ่มคาราโอเกะ


ข้อความก็จะขึ้นมาที่ช่องข้างๆ


หลังจากนั้นให้เรากดปุ่มsplit


และทำการแยกคำ โดยไปคลิ๊กคำที่ต้องการแยกแต่ละคำ
จะได้เป็นเป็นเส้นสีฟ้า


เมื่อโอเคตามต้องการแล้วก็กดปุ่มaccept split
โปรแกรมก็จะทำการแยกคำให้ สังเกตในแถบเสียงจะเห็นว่า
แต่ละคำถูกแยกแล้ว


ในช่องข้อความก็เช่นกัน จะแยกด้วย\k


หลังจากนั้นให้เรามาปรับแต่งเวลาในแต่ละช่อง ให้ตรงกับเสียง


เมื่อเรารันวีดีโอ ก็จะได้คาราโอเกะเปลี่ยนสีตัวอักษรตามที่เราเซ็ตไว้



ขอขอบคุณข้อมูลจาก


Coolfirmed by (1)สมาชิก:

ออฟไลน์ ป๋ากิ๊ก

  • กำนัน
  • *
  • โพสต์: 3,128
  • คูลเฟิร์ม: 36094
  • zula: 9452.5
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด
  • ป๋ากิ๊ก ณ.นิวยอร์ค

  • ล็อคอิน @ วันนี้ เวลา 13:03:13
Re: เทคนิคความรู้เรื่องการทำซัปไตเติ้ล
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: 24 ตุลาคม 2011, 11:47:32 »
การทำซับขั้นสูงด้วยAegisub

เมื่อเรารู้เรื่องการ ทำคาราโอเกะในระดับกลางดีแล้ว
คงเชี่ยวชาญเรื่องtagsต่างๆ
จะเห็นได้ว่า ถ้าเราอยากได้ความหลากหลายมากกว่านี้
เอฟเฟคสวยงามที่ต้องใช้การคำนวณซับซ้อนกว่านี้
เราจะทำอย่างไรล่ะ

ก่อนอื่นเราต้องมารู้จักModifiers กันก่อน
ไฟล์คาราโอเกะนั้นเราจะ แบ่งออกมาๆได้เป็น4ส่วน คือ

-Code lines
-Template lines
-Karaoke lines
-Comment lines
สำหรับช่องTemplate lines และCode lines
ต้องถูกมาร์คเป็นคอมเม้นต์เสมอและต้องถูกวางด้านบนสุด เพื่อที่เราใช้Applyเอฟเฟค
ส่วนKaraoke lines คือบรรทัดคาราโอเกะและบรรทัดที่แสดงผล


เราจะรู้ได้อย่างไรว่าอะไรคือlinesไหน
หรือบรรทัดอะไร เป็นkaraoke,template,Code หรือcomment ง่ายๆเลยก็ คือ


- Code lines ขึ้นต้นด้วย code
- template lines ขึ้นต้นด้วย template
- Karaoke lines ก็คือบรรทัดที่เราไม่ได้ติ๊กcommentก่อนApply
เมื่อเราApply แล้วจะเป็นบรรทัดที่ขึ้นคำว่า
karaoke(ต้นฉบับจะถูกทำเป็นคอมเม้นต์อัตโนมัติ) ตรงช่องeffect
กับ fx(ผลลัพธ์ที่แสดงออกมา) ตรงช่องeffect
- Comment lines สังเกตว่าที่ช่องeffect เมื่อเราApply จะเป็นช่องว่าง

modifiers คือ คำที่ตามหลังคำว่าcode หรือ template ในช่องeffect
เพื่อใช้บ่งบอกว่าจะแสดงผลออกมาเป็นอย่างไร

เราไปดูวิธีการใช้งานกันคร่าวๆก่อน
ปกติถ้าเราผสมtags เสร็จแล้ว ใส่ช่องeffect ด้วยคำว่า template line
(modifier ในที่นี้คือคำว่า line แปลว่าบรรทัด)
สังเกตุว่าผลที่ได้จากการApplyจะเป็นการวางeffectไปในบรรทัดนั้นๆ
เป็นบรรทัดเดียวกัน


แต่ถ้าเราเปลี่ยนเป็นtemplate syl
(modifier ในที่นี้คือคำว่า syl มาจากsyllabel แปลว่าคำหรือพยางค์)
ผลที่ได้จะออกมาเป็นการวางเอฟเฟคไปในแยกเป็นคำๆออกไปแต่ละบรรทัด
ไม่ได้รวมกันเป็นบรรทัดเดียว ตาม\kที่เราแยกไว้


แล้วถ้าเราเพิ่มmodifiers ต่อจาก modifiers เข้าไป
เป็นtemplate syl noblankก็จะได้ผลออกมาต่างกับข้างบนดังนี้
ข้างบนเราจะสังเกตุได้ว่า ตัวที่เป็นช่องว่างไม่มีค่าจะถูกApplyออกมาด้วย
แต่noblank ใส่ไปเพื่อไม่ต้องการที่จะให้รันช่องว่างนั้นออกมานั่นเอง


เรามาเริ่มที่Code linesกันก่อน
Code linesตามปกติแล้วเอาไว้ใส่ค่าเริ่มต้นอะไรต่างๆ
เพื่อเอาไปให้Template linesได้นำไปใช้งาน

หมายความว่า ค่าเริ่มต้นต่างๆนั้นจะใส่ที่Code linesก็ได้
หรือใส่ที่Template linesก็ได้

การนำไปใส่ในCode lines
ทำให้ดูง่าย ลดความซับซ้อนในTemplate lines
ในกรณีที่Template lines มีหลายบรรทัดมีความซับซ้อนสูง
และเวลาจัดเปลี่ยนไม่ยุ่งยาก ต้องไปเปลี่ยนทีละบรรทัดในTemplate lines
พูดง่ายๆ เป็นช่องที่ไว้จัดการTemplate linesอีกทีนึง
ลักษณะ ในช่องCode lines นั้นจะเหมือนการเขียนโปรแกรม
คือจบท้ายด้วย; ต่อ1คำสั่ง คาดว่าการเขียนโค้ดใช้หลักการเขียนโปรแกรมภาษาLua


modifiers หลักๆ ที่ตามหลัง code จะมีดังนี้
- once
- line
- syl
- furi
- syl furi

ตัวอย่างการกำหนดค่าในCode lines


สังเกตว่าบรรทัดแรกเรากำหนดตัวแปร3ตัวในการคำนวณ คือone ,two ,three
เรานำค่าตัวแปรนั้นมาใช้ในTemplate lines ทั้ง3บรรทัด
สมมุติเวลาเราอยากจะเปลี่ยนค่าoneทีเดียว3บรรทัด เราแค่มาเปลี่ยนค่าที่ตัวแปรone
ในช่องcode line แค่ตัวเดียว แล้วApplyใหม่ก็จะเกิดการเปลี่ยนเป็นค่าใหม่ออกมา


เป็นการใช้Code linesจัดการTemplate lines ดีกว่าที่จะไปกำหนด
ค่าใน Template linesแต่ละบรรทัด ซึ่งจะยุ่งยาก
เวลาไปแก้ไขต้องแก้ไขทีละบรรทัด อาจเกิดความสับสนได้


Template lines คือ ช่องที่จัดการeffect คาราโอเกะ
ว่าจะให้เล่นลูกเล่นอะไร แบบไหนบ้าง
ถ้าอยากเล่นเอฟเฟคคาราโอเกะหลายๆแบบ
เขียนเป็นบรรทัดเดียวหลายเอฟเฟคนั้นอาจจะทำให้สับสนยุ่งยาก และตรวจสอบจุดผิดพลาดลำบาก
เราก็ต้องทำtemplate lines หลายบรรทัด ไว้ใส่เอฟเฟคในแต่ละแบบที่ต่างกัน

modifiers ที่ตามหลัง template จะมีดังนี้
- line
- pre-line
- syl
- furi
- syl furi

ตัวอย่าง การเล่นเอฟเฟคหลายๆรูปแบบ
เราเพียงใส่effectในแต่ละTemplate lines
เอฟเฟคก็จะแยกเป็นบรรทัดมาให้ ทำให้ดูง่ายขึ้น


modifiers อื่นๆ
- all
- char
- fx ชื่อ
- fxgroup ชื่อ
- keeptags
- multi
- noblank
- notext "Not applicable for code lines"
- repeat n, loop n

คือ ค่าที่ใช้ตามหลังmodifierหลัก แต่ละตัวเสริมเข้าไป
เพื่อให้จัดเรียงรูปแบบผลลัพธ์ ในแบบที่ต้องการ
ตัวอย่างเช่น

จะเห็นว่าสามารถใช้คำตามหลังเสริมเข้ามาได้
ผลลัพธ์ที่ได้อาจจะเป็นการจัดกลุ่ม หรืออื่นๆ ตามคำที่ตามหลังมาแต่ละตัว

รู้เรื่องเบื้องต้นกันไปแล้ว
ต่อไปเป็นการอธิบายModifiers แต่ละตัว

modifiers ที่ตามหลัง code จะมีดังนี้

- once เป็นการประกาศค่าฟังค์ชั่นที่จะใช้ในtemplate
โดยจะทำงานเป็นตัวแรกสุด เวลาเราApply 1 ครั้ง
มันจะมาอ่านที่code once 1ครั้ง ก่อนเพื่อให้รู้ว่าเรามีฟังค์ชั่นอะไรที่จะใช้งาน
โดยรันหนึ่งครั้งต่อทั้งหมด คือจะรันเพียงรอบเดียวจบ ไม่กลับมาดูใหม่

- line จะรัน1 ครั้ง ต่อ1 บรรทัด

- syl จะรัน1 ครั้ง ต่อ 1 คำ

- furi จะรัน1 ครั้ง ต่อ1 furigana พูดง่ายๆเวลาทำfuriใช้ตัวคันจิ 1 ตัว
อาจจะมีหลายเสียงในตัวคันจิตัวเดียว

จะเห็นว่าความแตกต่างของมัน คือ ความถี่ในการรัน
แปลได้ว่า once เมื่อรันครั้งนึงค่านั้นๆจะเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้เลย
line จะสามารถเปลี่ยนได้ในแต่ละบรรทัด syl
และfuriก็เปลี่ยนแปลงได้ถี่ขึ้น ตามแต่ละตัว

******
ข้อสำคัญคือ code lines ที่ไม่มีmodifiers จะถูกกำหนดเป็นcode once อัตโนมัติ
******

modifiers ที่ตามหลัง template จะมีดังนี้

- line (name) กำหนดให้แสดงผลลัพธ์เป็นบรรทัดเดียว สามารถกำหนดชื่อได้
เพื่อนำไปใช้ร่วมกับpre-line ได้


- pre-line (name) ใส่โค้ดไว้ด้านหน้าสุดในบรรทัดนั้นๆ
สามารถกำหนดชื่อให้ตรงกับชื่อในtemplate line เพื่อไปใช้เฉพาะtemplate lineนั้นๆได้


สังเกตจากภาพด้านบน pre-line ไม่ใส่ชื่อจะแยกบรรทัดออกมาเป็นบรรทัดที่8
ส่วนที่ใส่ "ชื่อ" จะใส่{\org(-200,230)} แค่ครั้งเดียวในบรรทัดที่10
ซึ่งเป็นบรรทัดที่มาจากบรรทัดที่4


- syl กำหนดให้แสดงผลลัพธ์แยกเป็นคำๆตามแต่ละตัวที่เราไทม์ไว้ โดยจะแสดงผลออกมา
เรียงทีละบรรทัด


- furi รันโค้ดแยกเป็นfurigana ตามแต่ละตัวที่เราทำfuriganaไว้
สำหรับการทำfurigana แบบการโค้ดลงไปข้างตัวอักษรนั้นๆ พอรันออกมา
จะทำstyle เป็น style-furigana อัตโนมัติ โดยแยกตัวอักษรที่เป็น
firigana ออกมาต่างหาก


ผลลัพธ์ที่ได้


-syl furi เป็นการรันโค้ดโดยแยกsylมาบรรทัดนึง furiอีกบรรทัด
ถ้าทำfuri อย่างเดียว จะแค่แยกfuriganaออกมาเท่านั้น ตัวที่ไม่ใช่furiganaจะไม่แสดงผล
แต่ถ้าทำsyl furiจะแยกอักษรแต่ละตัวตามsyl และตามfuriแยกจากกัน



จากภาพจะสังเกตุว่าทำsylออกมาด้วยต่างกับตัวอย่างข้างบน คือ
ข้างบนเราต้องทำtemplate lineเอาเอง จึงจะแสดงตัวอักษรที่ไม่เป็นfuriganaออกมา

******
ข้อสำคัญคือ template lines ที่ไม่มีmodifiers จะถูกกำหนดเป็นtemplate syl อัตโนมัติ
******

modifiers อื่นๆนี้มีไว้ใช้ตามหลังทั้งcode และtemplate แบบเสริมต่อเข้าไป

- all
เมื่อใช้คำนี้ตามหลังtemplate จะส่งผลลัพธ์แก่ทุกstyleที่เราใช้ ไม่ใช่เฉพาะแบบเดียวในtemplate line นั้นๆ
ทำให้เข้าถึงstyle ทั้งหมด ไม่ใช่แค่บรรทัดเดียวหรือtemplate เดียว

ตัวอย่างเช่น ปกติถ้าเราไม่ใส่all เวลาApply จะแสดงผลเฉพาะstyleที่เซ็ตไว้เหมือนกัน
ตัวstyle ที่ต่างไปจะไม่แสดงผลด้วย


เมื่อเราเซ็ตall จะแสดงผลต่อทุกstyle โดยไม่จำกัดว่าเป็นstyleแบบใด


- char
ทำให้มีผลลัพธ์เป็นตัวอักษรแต่ละตัว ไม่ใช่คำแต่ละคำ สามารถนำมาใช้กับ code line ได้แต่ไม่นิยมใช้
ส่วนtemplate ใช้กับระดับ sylเท่านั้น


- fx ชื่อ
แสดงผลเฉพาะชื่อที่กำหนด โดยเป็นการกำหนดลงในโค้ด ที่เรียกว่าinline-fx
เมื่อApplyออกมา ผลลัพธ์จะแสดงออกมาเฉพาะตัวที่เรากำหนดชื่อไว้ วิธีการกำหนดคือ \-ชื่อ
ใช้ได้กับระดับsyl เช่นเดียวกัน


2 ตัวอย่างการกำหนดให้แสดงผลลัพธ์เฉพาะตัวที่ช่วงเวลามากกว่า\k40(Duration > 400)


3 ตัวอย่างการกำหนดให้แสดงผลลัพธ์เฉพาะชื่อactor ที่กำหนด


- keeptags
เป็นการเก็บtags ที่ไม่ใช่\k โดยนำออกไปแสดงผลด้วย
ไม่มีผลเมื่อนำไปรวมกับchar หรือ multi

ตัวอย่าง ระหว่างอันบนไม่มีkeeptags กับอันล่างมีkeeptags
จะเห็นว่า\shad0 ในอันล่างจะถูกแยกออกมาให้เวลาApply


- multi
ทำให้templateแสดงผลแบบmulti อันนี้มีไว้เพื่อทำเกี่ยวกับfuriganaขั้นสูง
เวลามีการทำfuriganaแบบการโค้ดลงไป จะเป็นการให้กระทำซ้ำวนที่เดิม
ตามแต่furiganaที่แยกออกมา ใช้ได้ผลกับแบบsyl

จากตัวอย่าง สมมุติคำว่า竜 อ่านออกเสียงได้เยอะมากๆ ที่ตามหลังมาเป็นfuriganaทั้งหมด
เมื่อApply แล้วจะกลายเป็นการเล่นเอฟเฟคซ้ำตัว 竜 วนที่เดิม ตามจำนวนfuriganaแต่ละตัว
แทนที่จะรวมเป็นอันเดียว ถ้าไม่มีmultiจะมีตัว 竜 แค่เพียง1ตัว


- noblank
ไม่มีค่าว่าง หรือตัวที่เป็นค่าว่างจะไม่แสดงออกมา มีผลกับระดับsylเท่านั้น
เหนือกว่าระดับsyl เช่น line จะไม่มีผล
ใช้ได้ดีเวลามีการหยุดเสียงหรืออื่นๆ พวกค่าว่างนี้เวลาApply จะเกิดบรรทัดว่างเปล่า
ที่ไม่จำเป็นต้องมี เพื่อไม่ให้เปลืองบรรทัดโดยใช่เหตุ โค้ดมีความสั้นเราจะใช้noblank
คนที่ทำคาราโอเกะน่าจะเจอบ่อย และใช้บ่อยด้วย


- notext
ข้อความจะไม่ถูกแสดงออกมาในผลลัพธ์ ไม่สามารถใช้กับcode linesต่างๆได้
ตัวอย่าง จะเห็นว่าคำว่าhello world จะไม่แสดงออกมา


- repeat n, loop n
วนลูป เป็นจำนวนnรอบ

ตัวอย่าง การใช้repeat


ตัวอย่าง การใช้loop


กล่าวง่ายๆ Modifiers คือตัวบ่งบอกว่าจะแสดงผลออกมายังไง
เพื่อให้เราดูเอฟเฟคได้อย่างเข้าใจง่ายขึ้น สามารถแก้ไขสิ่งผิดพลาดหรือสิ่งที่ไม่ต้องการได้
มากกว่าที่จะรวมหลายๆโค้ดไว้เป็นกระจุกเดียวดูลายตา และแก้ไขลำบาก

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

Coolfirmed by (2)สมาชิก:

ออฟไลน์ tarup

  • แฟนพันธุ์แท้
  • *
  • โพสต์: 366
  • คูลเฟิร์ม: 1317
  • zula: 630
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด
    • คนใต้คลับ.คอม
  • OS: WindowsBrowser: Firefox
  • คนใต้คลับ.คอม

  • ล็อคอิน @ 18 พฤษภาคม 2013, 01:19:32
Re: เทคนิคความรู้เรื่องการทำซัปไตเติ้ล
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: 22 กรกฎาคม 2012, 19:01:19 »
อธิบายละเอียดดีครับป๋ากิ๊ก
 :c3:


Coolfirmed by (0)สมาชิก:
 

ออฟไลน์ tawat.c

  • ผู้สนับสนุน
  • *
  • โพสต์: 115
  • คูลเฟิร์ม: 575
  • zula: 287.5
    • ดูรายละเอียด
  • OS: WindowsBrowser: Chrome

  • ล็อคอิน @ วันนี้ เวลา 01:37:10
Re: เทคนิคความรู้เรื่องการทำซัปไตเติ้ล
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: 22 กรกฎาคม 2012, 19:49:02 »
ขอบคุณครับ ได้รับรู้เรื่องที่ดีมีประโยชน์ครับ
Coolfirmed by (0)สมาชิก: