ระบบส่งข้อความส่วนตัว ถึงเจ้าของกระทู้
สำหรับเพื่อส่งข้อความไปถึงเจ้าของกระทู้นี้
ในการแจ้งปัญหา กรณีที่เกิดปัญหากับเจ้าของกระทู้ หรือในกรณีที่ลิงค์ดาวน์โหลดเสียเท่านั้น
หากต้องการโพสต์ อื่นๆให้ตอบกลับในกระทู้นี้
หากเพียงต้องการแสดงความขอบคุณให้คลิกที่ปุ่ม
Coolfirm! ด้านบนนี้
ตกลง :: ยกเลิก
กระทู้นี้ถูกตั้งเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2550, 11:51:11 ซึ่งมีอายุนานกว่า 100 วัน
ดังนั้นเราจึงได้ปิดการตอบในกระทู้นี้ (เพื่อป้องกันการขุดกระทู้ หรือ ปั่น)ระบบล็อคกระทู้ที่มีอายุเกิน 100 วัน!
ยารักษาสิวระบาดหนัก แค่แวะซื้อตามร้านขายยาหรือร้านเสริมสวย
แพทย์เตือนผลแทรกซ้อนสูงถึงขั้นทำให้เด็กพิการได้ ระบุห้ามกินระหว่างตั้งภรรภ์ ช่วงให้นมบุตร
แนะเป็นสิวควรไปปรึกษาแพทย์ผิวหนังแทน น.พ.ประวิตร พิศาลบุตร แพทย์อเมริกันบอร์ดสาขาโรคผิวหนังและภูมิแพ้ผิวหนัง เปิดเผยว่า เวลานี้มีคนไทยนิยมนำยารักษาสิว
กรดไวตามินเอ ชนิดรับประทาน หรือ
ไอโซเตรทติโนอิน (Isotre-tinoin) มาใช้กันอย่างพร่ำเพรื่อ ทั้งที่จริงแล้วเป็นยาควบคุมพิเศษตามกฎหมายที่ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์ผิวหนัง และควรนำมาใช้รักษาในกรณีจำเป็นเท่านั้น
ทว่าปัจจุบันยาดังกล่าวกลับมีการ นำมาวางจำหน่ายอย่างเปิดเผยตามร้านขายยาทั่วไป โดยเฉพาะร้านขายยาหน้าโรงพยาบาลใหญ่ๆ ทำให้ประชาชนทั่วไปสามารถหาซื้อได้ง่าย เสี่ยงต่อการเกิดอันตรายจากฤทธิ์แทรกซ้อนของยา
นอกจากนี้ ร้านเสริมสวยหรือสถานเสริมความงามที่ไม่มีแพทย์ประจำจำหน่ายยาประเภทดังกล่าว โดยอวดอ้างโฆษณาว่ารักษาสิวได้หรือโฆษณาชวนเชื่อด้วยอุปกรณ์ทันสมัย และบางแห่งยังมีการสั่งสารเคมี มาทำเลียนแบบยากลุ่มนี้อีกด้วย
ทำให้ผู้บริโภคต้องอยู่ในภาวะเสี่ยงกับอันตรายโดยไม่รู้ตัว เนื่องจากไม่ทราบข้อจำกัด หรือข้อห้ามในการใช้ยานี้ เพราะผู้ให้บริการจะไม่บอกข้อเท็จจริงเกี่ยวกับภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่มักให้บริการเป็นคอร์สๆ ละประมาณ 1,000 บาท หรือมากกว่า ซึ่งบางคนอาจใช้หลายคอร์ส โดยคอร์สหนึ่งจะมียากิน 10 เม็ด รับประทานวันละ 1 เม็ด เฉลี่ยเม็ดละ 100 บาท จึงแพงกว่ารักษาตามคลินิกที่มีแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังให้บริการ อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการได้รับยาในปริมาณสูง
ดังนั้น หากรับยาไปกินแล้วเกิดอาการ ริมฝีปากแห้ง จมูกและตาปากแห้ง ฝ่ามือฝ่าเท้าลอก ปวดข้อ กระดูก เบื่อ ปวดศีรษะ ไขมันในเลือดสูง แสดงว่าได้รับยาในกลุ่มกรดวิตามินเอ ให้รีบขอคำแนะนำ หรือปรึกษาแพทย์ผิวหนังโดยด่วน
สำหรับยาดังกล่าวใช้กันทั่วโลกมากว่า 20 ปี จัดว่ามีความปลอดภัยและประสิทธิผลในการรักษาสูง แต่ก็ต้องใช้ยาด้วยความระมัดระวังจากผลข้างเคียงของฤทธิ์ยา เช่น ต้องไม่ตั้งครรภ์ระหว่างรับประทานยานี้ และต้องหยุดยาครบ 1 เดือนจึงจะตั้งครรภ์ได้อย่างปลอดภัย ห้ามให้นมบุตรขณะ กินยานี้ ต้องไม่ใช้ยานี้ร่วมกับยาปฏิชีวนะบางตัวที่อาจเสริมฤทธิ์กัน ทำให้ความดันในสมองสูงและปวดศีรษะ แต่ยานี้ไม่ทำให้เป็นหมันอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่โรคแทรกซ้อนหลีกเลี่ยงได้ หากได้รับยาในขนาดที่เหมาะสม และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
"ที่ผ่านมาคนไทยยังมองว่าสิวเป็นแค่เรื่องความสวยงาม เมื่อมีปัญหาจึงมักซื้อยาใช้เอง หรือปรึกษาช่างเสริมสวย แต่แท้ที่จริงแล้วแพทย์ทั่วโลกจัดให้ สิวเป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่ง ที่จำเป็นต้องได้รับการ ดูแลจากแพทย์ผิวหนังอย่างไรก็ตาม สิวไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาทุกกรณี อย่างไรก็ดี เมื่อเป็นสิวควรไปปรึกษาแพทย์ ผิวหนัง เพื่อรับการดูแลรักษาที่ถูกต้อง" น.พ.ประวิตร กล่าวทิ้งท้าย
ที่มา... หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน