ยินดีต้อนรับแขกผู้มาเยือน กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
 
Please Login!

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - golfkhambok

หน้า: [1]
1
http://www.facebook.com/gappaguitarrock?hc_location=timeline    ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคร้าบ  กด like  [{-11-}] ให้ผมหน่อยนะ

2
M C ห้วยทราย Classic


ขอเชิญร่วมงาน ห้วยทรายคลาสสิคไบ์ วันที่ 7-8 พฤษภาคม 54
ขอเชิญชาว คลาสสิก และบิ๊กไบค์ ทุกท่าน เข้าสู่งาน ห้วยทราย classic bike
โครงการ สองล้อร่วมใจ ทำดีเพื่อสังคม ครั้งที่ 1
ณ ริมห้วยทราย บ้าน ห้วยทราย ตำบล คำชะอี อำเภอ คำชะอี จังหวัด มุกดาหาร
 
วัตถุประสงค์ในการจัดงาน
-เพื่อหางบประมาณ ช่วยเหลือ เด็กยากจน คนพิการ และคนชรา
-เพื่อหาทุนการศึกษาให้กับนักเรียนที่ยังคาดแคลน

วันที่7 พฤษภาคม 2554
08.00 น เริ่มลงเริ่มลงทะเบียน
15.00 น รับประกวดรถ ประเภทต่างๆ
ล้อเล็กเดิม - สวยงาม
ครอบครัวถังรวมเดิม-สวยงาม
ครอบครัวถังแยกเดิม - สวยงาม
ไฟต่ำเดิม-สวยงาม
ผู้ชายเดิม-สวยงาม
400 CC. ขึ้นไป
ความคิดสร้างสรรค์
มาก่อน มาเยอะ มาไกล 100 ขึ้นไx
19.00 น ประธานกล่าวเปิดพิธ๊
20.00 น ร่วมสนุกบนเวที กับดนตรีสุดมัน จัดเต็มคับ
21.00 น ประกวดมีส
24.00 น แยกย้ายกับที่พัก
 
วันที่8 พฤษภาคม 54
08.00 น ถ่ายภาพร่วมกัน
 
ติดต่อสอบถาม
 
082-8440964 โด๊ก มิ๊กกี้เม้าส์ 042 -663149 ต้า มิ๊กกี้เม้าส์
082-8383149 ออย มิ๊กกี้เม้าส์ 084-9345837 นิว มิ๊กกี้เม้าส์
 
ติดต่อจองบู๊ธ 085-0015377 ไก่ช้างน้าว

3
เอาแผ่นใส่แล้วเลือกบูตจากแผ่นครับ รับรองไม่ขึ้นเซฟโหมดแน่นอน
ทำยังไงอ่ะครับ รู้สึกว่าจะต้อง F..... อะไรซักอย่างนี่แหละใช่มั้ยครับ ต้องกดช่วงไหนเหรอครับ ใช่ตอนที่อยุ่ที่หน้า LOGO windows หรือเปล่าครับ
ไม่ใช่ครับ
ถ้า F ก็น่าจะ F 12 หรือไม่ก็ F 8 ครับ กดตั้งแต่ตอนเริ่มระบบเลยครับ
อ่อ ครับ ขอบคุณมากครับที่ชี้แนะแนวทางให้จะลองทำดู  หรือ เอ...จะเป็นกด delete ป่าวหว่า
ว่าแต่...มีวิธีอื่นอีกมั้ยครับ ถ้าเกิดวิธีนี้ไม่ได้ผล

F11  ด้วยคร้าบ

4
โด   ไม่ต้องกด
เร    ชี้,นาง
มี     ชี้,กลาง
ฟา   ชี้
ซอล ไม่ต้องกด
ลา    ชี้,กลาง
ซี     กลาง
โดํ   ไม่ต้องกด
เรํ    ชี้
มี     ไม่ต้องกด
ฟา   ชี้
ซอลํ ไม่ต้องกด
*อยู่ที่ปากกับลม
แฟลต ชาร์ปด้วยป่าวครับ?


ขอบตุณมากๆนะคร้าบ

อุตสาหามาตั้งนาน

5
 โด กับ ซอลก็ไม่ต้องกด แต่เปลี่ยนปากเอา (ถ้าจำไม่ผิดนะ)
ส่วน เร กดสองนิ้วนอก อะไรแบบนี้อ่ะ (จำถูกหรือเปล่าก็ไม่รู้ หัดเล่นทรัมเป็ตอยู่คร้าบ)
มี กับ ลา   กดปิด 2 ตัวหน้า เปิดท้ายตัวเดียว
ถูกปะคร้าบ

6
สภากาแฟ / 10 บุคคลที่รวยที่สุดในโลก
« เมื่อ: 30 พฤษภาคม 10, 23:00:40 »

ล่าสุดนิตยสาร Forbes Magazine ได้มีการจัดอันดับ บุคคลที่รวยที่สุดในโลกใหม่แล้ว
 
ปรับปรุงล่าสุดเดือน มีนาคม 2010 คนที่รวยที่สุดล่าสุดตอนนี้ คือ นาย Carlos Slim Hel ชาว Mexico โดย Bill Gates ตกไปอยู่อันดับ 2 แทน สำหรับอันดับคนรวยที่สุดในโลกโฉมใหม่เป็นดังนี้

1. Carlos Slim Helu [Mexico]
$53.5 bil (UP $18.5 bil) Age:70
ตำแหน่ง Chairman and CEO, Telmex, Telcel and Am?rica M?vil เป็นผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมที่รวยที่สุดในโลกหลังจากรวมกิจการเข้ากับ Am??rica M??vil ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ทางเกี่ยวกับมือถือของ Latin America

2. Bill Gates [United States]
$53 bil (UP $13 bil) Age: 54
ตำแหน่ง Chairman of Microsoft เป็นที่รู้จักกันดีในนามของเจ้าของบริษัทซอฟต์แวร์ใหญ่ที่สุดอย่างไมโคร ซอฟต์ และได้ถูกขนานนามว่าเป็นผู้ที่ใจบุญที่สุดในโลก โดย Bill & Melinda Gates Foundation ได้ทุ่มทุนถึง $800 million ในการวิจัยผลิตวัคซีนเพื่อส่งไปช่วยเหลือประเทศที่ยากจนต่างๆ

3. Warren Buffett [United States]
$47 bil (UP $10 bil) Age: 79
ตำแหน่ง Chairman & CEO บริษท Berkshire Hathaway ซึ่งเมื่อปีที่ผ่านมาหุ้นบริษัท Berkshire Hathaway ขึ้นถึง 70% ส่งผลให้กิจการเติบโตอย่างมาก

4. Mukesh Ambani [India]
$29 bil (UP $9.5 bil) Age: 52
ตำแหน่ง Chairman & Managing Director of Reliance Industries เมื่อเร็วๆนี้หุ้นในส่วนอุตสาหกรรมน้ำมันในแคนาดาเพิ่มขึ้นถึง 65% ทำให้เข้าได้กำไรเพิ่มขึ้นถึง $2 billion และยังเสนอเงินอีก $14.5 billion เพื่อซื้อกิจกรรมปิโตรเคมีจาก LyondellBasell

5. Lakshmi Mittal [India]
$28.7 bil (UP $9.4 bil) Age: 59
ตำแหน่ง Chairman และ CEO ของบริษัท ArcelorMittal ซึ่งเป็นบริษัทเหล็กยักษ์ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยเมื่อปีที่ผ่านมาหุ้นของบริษัท ArcelorMittal เพิ่มขึ้นถึง 34% ทำให้ได้กำไรอย่างมาก เขายังเสนอขอซื้อบริษัทเหล็กอีก 2 แห่งในอินเดีย ซึ่งไม่ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาล

6. Larry Ellison [United States]
$28 bil (UP $5.5 bil) Age: 65
ตำแหน่ง Co-founder and CEO ของบริษัท Oracle Corporation ซึ่งใน 5 ปีที่ผ่านมาได้ซื้อบริษัทต่างๆถึง 57 บริษัท และที่เป็นข่าวฮือฮาเมื่อบริษัท oracle ได้ซื้อกิจการบริษัท Sun Microsystems เมื่อประมาณเมษายน 2009 ในราคา $7.4 billion

7. Bernard Arnault [France]
$27.5 bil (UP $11 bil) Age: 61
ตำแหน่ง Chairman & CEO ของบริษัท LVMH และ Chairman ของบริษัท Christian Dior SA ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิตสินค้ายี่ห้อดังร่วม 50 brands รวมถึง Louis Vuitton, Dior, etc และยังเป็นเจ้าของบริษัททัวร์ โรงแรม ท่องเที่ยวอีกมากมาย
รวมถึงยังเป็นหุ้นส่วนในบริษัท Carrefour

8. Eike Batista [Brazil]
$27 bil (UP $19.5 bil) Age:53
เจ้าของกิจการและผู้เชี่ยวชาญทางด้านโลหะกรรม ซึ่งมีการลงทุนไว้หลายพื้นที่ในแต่ละประเทศโดยเฉพาะเหมืองแร่และน้ำมัน

9. Amancio Ortega [Spain]
$25 bil (UP $6.7 bil) Age:74
เจ้าของกิจการธุรกิจแฟชั่นของสเปนที่มีสาขาถึง 4,500 สาขาใน 73 ประเทศ

10. Karl Albrecht [Germany]
$23.5 bil (UP $2 bil) Age:90
เจ้าของกิจการ Discount Supermarket giant Aldi S??d,ของเยอรมัน และยังมีสาขาอีกประมาณ 1,000 แห่งในสหัฐอเมริกากว่า 29 รัฐ ซึ่งในปีนี้ยังมีแผนการเปิดสาขาที่ New York Cities ด้วย

7
http://www.***/download/2865721/NokiaServiceManual1.rar.html

http://www.***/download/9319330/NokiaServiceManual2.rar.html


*** ...  คือ    ziddu



Cradit : top_sumeta

ลองดูกันนะคร้าบ
ท่านอาจจะเป็นช่างซ่อมโทรศัพท์โนเกียที่เก่งที่สุุดก้ออาจเป็นได้

8
ตามรอย "หลวงปู่หล้าหรือหลวงปู่หล้าตาทิพย์" แห่งวัดป่าตึง

ชื่อเสียงของหลวงปู่หล้า เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปก็เนื่องด้วยท่านเป็นพระที่ประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในหลักศีลธรรมอันงดงาม หลวงปู่หล้าท่านได้รับสมญานามจากศรัทธาญาติโยมว่ามีญาณวิเศษที่สามารถล่วงรู้เหตุการณ์ข้างหน้าได้ จนชาวบ้านทั่วไปเรียกท่านว่า "หลวงปู่หล้าตาทิพย์"

        ในบรรดาพระเกจิชื่อดังของเชียงใหม่ นอกจากครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา หลวงปู่แหวน สุจิณโณ แห่งวัดดอยแม่ปั๋งแล้ว ชื่อของหลวงปู่หล้าวัดป่าตึง น่าจะถูกรวมอยู่ในบรรดาพระเกจิผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบด้วย

          หลวงปู่หล้าท่านได้รับสมญานามจากศรัทธาญาติโยมว่ามีญาณวิเศษที่สามารถล่วงรู้เหตุการณ์ข้างหน้าได้ จนชาวบ้านทั่วไปเรียกท่านว่า "หลวงปู่หล้าตาทิพย์"

         หลวงปู่หล้า (พระครูจันทสมานคุณ) ท่านเกิดในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5 ซึ่งอยู่ในช่วงผลัดเปลี่ยนเจ้าผู้ครงนครเชียงใหม่สมัยของเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 7 (พ.ศ. 2426-2439) กับเจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 8 (พ.ศ. 2442-2452) หลวงปู่หล้าเกิดเมื่อวันพฤหัสบดี ขึ้น 7 ค่ำเดือน 11 ตรงกับวันที่ 22 กันยายน 2441 ที่บ้านปง ตำบลออนใต้ อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ โยมพ่อชื่อ นายเงิน โยมแม่ชื่อ นางแก้ว นามสกุล บุญมาคำ เหตุที่มีนามสกุลนี้ หลวงปู่หล้าเล่าว่า "เพราะพ่ออุ้ย(ปู่) ชื่อบุญมา แม่อุ้ย(ย่า) ชื่อคำ เมื่อมีการตั้งนามสกุล กำนันจึงตั้งให้เป็น บุญมาคำ " หลวงปู่หล้าเป็นบุตรคนสุดท้องของครอบครัวจากจำนวนพี่น้อง 4 คน เมื่ออายุได้ 1 ขวบ ต้องกำพร้าพ่อ โยมแม่จึงได้เลี้ยงดูลูกทั้งหมดเพียงลำพัง หลวงปู่หล้าเล่าให้ฟังว่า "การเลี้ยงลูกสมัยก่อน ต้องช่วยกันทำงาน ช่วยเลี้ยงวัว หากใครทำผิดก็จะถูกเฆี่ยน ทำพลาดก็ถูกเอ็ด"

        เมื่อหลวงปู่หล้าอายุได้ 8 ขวบ โยมแม่ก็นำไปฝากกับครูบาปินตา เจ้าอาวาสวัดป่าตึงให้เป็นเด็กวัด หลวงปู่หล้าจึงได้มีโอกาสเรียนหนังสือเป็นครั้งแรกกับครูบาอินตา ซึ่งสมัยนั้นจะเรียนหนังสือพื้นเมือง จนอายุได้ 11 ขวบก็ได้บวชเป็นสามเณรในช่วงเข้ารุกขมูล เข้ากรรมอยู่ในป่า การเข้ากรรม หรือ อยู่กรรม เรียกว่า ประเพณีเข้าโสสานกรรมซึ่งเป็นประเพณีที่สำคัญอย่างหนึ่งของพระพุทธศาสนาที่ถือพระสงฆ์จะต้องถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ซึ่งมักจะกระทำกันในบริเวณป่าช้าที่อยู่นอกวัด พระสงฆ์และผู้ที่เข้าบำเพ็ญโสสานกรรมจะต้องถือปฏิบัติเคร่งครัดเพื่อต้องการบรรเทากิเลสตัณหา

          โดยเรียนกับพระอุ่นซึ่งเคยไปจำพรรษาที่วัดอู่ทรายคำในเมืองเชียงใหม่ และเรียนหนังสือไทยที่โรงเรียนประจำมณฑลพายัพ ปัจจุบันคือโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย แต่ครูบาปินตาไม่สนับสนุนให้พระเณรเรียนหนังสือไทย ในที่สุดพระอุ่นจึงต้องเลิกสอน หลวงปู่หล้าศึกษาเล่าเรียนทั้งอักขรวิธีและธรรมปฏิบัติกับครูบาปินตาเรื่อยมาจนกระทั่งอายุได้ 18 ปี จึงเดินทางเข้าไปจำพรรษาอยู่ในเมืองเชียงใหม่ เพื่อเรียนนักธรรมที่วัดเชตุพน หลวงปู่หล้าเรียนนักธรรมที่วัดเชตุพนเพียง 1 ปียังไม่ทันสำเร็จก็ต้องเดินทางกลับวัดป่าตึง เพื่อปรนนิบัติครูบาปินตาที่ชราภาพ หลวงปู่หล้าอยู่ปรนนิบัติครูบาปินตาจนกระทั่งล่วงเข้าปี พ.ศ. 2467 ครูบาปินตาก็มรณภาพด้วยวัย 74 ปีซึ่งขณะนั้นหลวงปู่หล้าอายุ 27 ปีเท่านั้น หลวงปู่หล้ารับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดป่าตึงต่อจากครูบาปินตา เมื่อปี พ.ศ. 2467 และได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลออนใต้เมื่อปีพ.ศ. 2476

        ปี พ.ศ. 2477 เมื่อครูบาศรีวิชัย ได้สร้างถนนขึ้นสู่ดอยสุเทพ โดยเริ่มสร้างตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2477 จนถึงวันที่ 30 เมษายน 2478 รวมเป็นเวลา 5 เดือนกับ 22 วัน ในครั้งนั้นหลวงปู่หล้าได้เดินทางไปร่วมสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพด้วย หลวงปู่หล้าเล่าถึงความยากลำบากในการสร้างถนนไว้ในหนังสือ ประวัติวัดป่าตึงว่า "การสร้างถนนมีการแบ่งงานกันตามกำลังของคน ผู้คนที่ไปร่วมเป็นชาวบ้านจากวัดป่าตึงทำได้ 5 วาใช้เวลา 14 วันส่วนพวกที่มาจากเมืองพานทำได้ 6 วา"

        จนเมื่อปี 2504 หลวงปู่หล้าได้รับการแต่งตั้งสมณศักดิ์เป็น พระครูจันทสมานคุณ ซึ่งขณะนั้นท่านอายุ 63 ปี

        มีาได้ มีเรื่องเล่าว่าวันหนึ่งฝนตั้งเค้าจะตกหนัก หลวงปู่บอกให้พระเณรรีบออกจากกุฏิ เพราะกุฏิเก่าและทรุดโทรมมากและมีต้นลานขนาดใหญ่อยู่ข้างกุฏฺ ปรากฏว่าวันนั้นฝนตกหนักกิ่งต้นลานก็หักโค่นลงมาทับกุฏิพัง พระเณรที่อยู่ในวัดทุกคนปลอดภัยและพากันสรรเสริญว่าท่านมีตาทิพย์ นอกจากนั้นยังมีเรื่องเล่าอีกว่า เช้าวันหนึ่งเวลาประมาณตี 5 หลวงปู่หล้าให้พระเณรรีบทำความสะอาดวิหารเพราะจะมีแขกมาหาที่วัด ครั้นพอถึงเวลา 6 โมงเช้า พระศรีธรรมนิเทศ เจ้าอาวาสวัดสันป่าข่อยนำญาติโยมมาหา ด้วยเหตุนี้ชาวบ้านจึงพากันเรียกท่านว่า "หลวงปู่หล้าตาทิพย์"

        หลวงปู่หล้าเจริญอายุมาถึง 97 ปีก็ถึงแก่มรณภาพเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2536 ยังความเศร้าสลดใจมาสู่พระสงฆ์ สามเณร ศรัทธาญาติโยมทั่วไป และต่างก็มาเคารพศพตั้งแต่วันที่ท่านมรณภาพ จวบจนปัจจุบันนี้ศพของหลวงปู่หล้าถูกบรรจุไว้ในโลงแก้วที่ประดับประดาด้วยดอกไม้ ตั้งอยู่บนกุฏิไม้สักที่งดงามในวัดป่าตึง

        หลวงปู่หล้าเป็นพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ท่านถือปฏิบัติพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด แม้แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ได้โปรดเกล้าฯพระราชทานน้ำสรง ซึ่งยังความปราบปลื้มปิติยินดีมาสู่ศิษยานุศิษย์

        แม้ว่าหลวงปู่หล้า จะมรณภาพจากไปแล้ว ก็เป็นเพียงการจากไปแต่สรีระร่างกายเท่านั้น ส่วนคุณงามความดีที่ท่านได้สร้างเอาไว้หาได้ดับไป ด้วยคุณงามความดีที่หลวงปู่หล้าได้บำเพ็ญมาก็ดี คุณงามความดีที่ศิษยานุศิษย์ทั้งหลายได้บำเพ็ญมาก็ดีและคณะศรัทธาญาติโยมบำเพ็ญมาก็ดี ขอจงเป็นพลวะปัจจัยให้ดวงวิญญาณของหลวงปู่ได้ประสบสุขในสัมปรายภพนั้นด้วย.

9
ประวัติโดยสังเขป ของพระเดชพระคุณท่าน หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก

พระเดชพระคุณท่าน หลวงปู่เณรคำ มีนามเดิมว่า ?วิรพล สุขผล? ถือกำเนิดที่บ้านทรายมูล ต.ทรายมูล อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2522 เป็นบุตรคนที่ 4 ของคุณพ่อรัตน์ สุขผล และคุณแม่ สุดใจ สุขผล มีพี่น้องทั้งหมด 5 คน เป็นผู้ชายหมด เมื่อองค์หลวงปู่เณรคำบวชเป็นพระภิกษุแล้ว ได้รับฉายาทางพระพุทธศาสนา ว่า ?ฉัตติโก? ?พระอาจารย์ วิรพล ฉัตติโก?

พระเดชพระคุณท่าน หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก ได้มีปฎิปทาตั้งมั่นตามแนวทางคำสอนขององค์สมเด็จ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถึงการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็กอายุ 6 ขวบ ได้มีศรัทธาในการปฏิบัติจิต บำเพ็ญภาวนากรรมฐานมาโดยตลอด ทุกวันพระจะหยุดเรียน และนุ่งขาวห่มขาวเข้าไปถือศีลบำเพ็ญภาวนาในวัด ตั้งแต่เช้าจรดค่ำจะมีอิริยาบถแห่งการปฏิบัติธรรมอยู่ตลอด ไม่มีด่างพร้อย ไม่มีการพลั้งเผลอแม้แต่น้อย ทั้งวันจะเดินจงกรมสลับกับการนั่งภาวนาใต้ร่มไทร ช่วงกลางวันจะไปนอนในป่าช้า ตรงที่เป็นโบกปูนใช้สำหรับเผาผี โดยไม่เคยมีความกลัวหรือหวั่นวิตกอะไร จิตนั้นนิ่งโดยตลอด ทั้งๆ ที่ไม่เคยบำเพ็ญมาก่อนในชาตินี้ ในปัจจุบันชาติเพิ่งจะเริ่มต้น แต่ผลของการปฏิบัติมันก็เกิดขึ้นทันที นี่เป็นสัญญาณบ่งบอก เป็นหมายเหตุบอกถึงความจริงในการบำเพ็ญบารมีของแต่ละคนว่า ?แม้เราบำเพ็ญในชาตินี้หรือว่าชาติไหนๆ ผลของการปฏิบัติบำเพ็ญนั้นมันยังคงอยู่เหมือนเดิม ไม่เสื่อมไปไหน? วัน ธรรมดาก็ไปโรงเรียน พอพักเที่ยงจะไปนั่งสมาธิใต้ร่มไม้ เลิกเรียนจะเข้าไปไหว้พระก่อนกลับจากโรงเรียน และเดินจงกรมกลับบ้านทุกวันเป็นกิจภายใน ที่ไม่มีใครรู้ได้นอกจากตัวเอง

พอเข้าศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษา ท่านคิดอยู่เสมอว่า ?ถ้าเสร็จ จาก ภารกิจทางโลกแล้ว เราจะไม่กลับมา ทางโลกอีก เราคงเคยเกิดมาหลายชาติแล้ว เราคงพอแก่การเกิดได้แล้วในชาตินี้ เห็นอะไรก็เกิดความสลดสังเวชไปหมด จึงเป็นแนวทางทำให้รู้สึกเหมือนกับว่า เรารู้มาก่อน เห็นมาก่อน ตั้งแต่อดีตชาติ เหมือนกับเราจะได้ต่อเติมเส้นทางแห่งการปฏิบัติธรรมการบำเพ็ญเพียรเพื่อให้ หลุดพ้น? เลิกเรียนจึงไปปักกลด นั่งบำเพ็ญภาวนาที่อยู่ที่กระต๊อบกลางน้ำ ที่ปลายนาของโยมพ่อโยมแม่ทุกวัน วันพระจะถือกลดไปโรงเรียนด้วย พอเลิกเรียนจะเข้าไปปักกลดบำเพ็ญภาวนาที่วัด บางครั้งก็ไปปักกลดนั่งบำเพ็ญภาวนา อยู่ที่กระต๊อบกลางน้ำที่ปลายนาของโยมพ่อโยมแม่ทั้งคืนจนสว่าง ปฏิบัติเช่นนี้เป็นกิจวัตร

จากการปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่องมาตลอด จนกระทั่งอายุได้ 13 ขวบ ครั้งหนึ่งขณะนั่งบำเพ็ญภาวนาที่กระต๊อบกลางน้ำนั้น ตัวของท่านลอยขึ้น พอมาเดินจงกรมอยู่บนคันนา ก็เดินเหนือพื้นดินโดยเท้าไม่ได้แตะพื้นดินเลย และอีกครั้งหนึ่งท่านได้นั่งบำเพ็ญภาวนานานติดต่อถึง 5 ชั่วโมง จนถึงเวลาประมาณ ตี 2 จะไปอาบน้ำในบ่อน้ำ พอลุกจากที่นั่งภาวนาตัวเบา???.หวิว เหมือนกับว่าเท้าไม่ได้แตะฝุ่นละอองบนพื้นเลย เดินลงไปในบ่อน้ำก็ไม่จมน้ำ ถือว่าเป็นปรากฏการณ์อันมหัศจรรย์ เกิดกำลังใจ ยิ่งทำให้เร่งความเพียรหนักขึ้น และเป็นหนทางให้ออกบวช

ครั้นอายุได้ 15 ปี ท่านได้ออกบวชเป็นสามเณร ที่วัดภูเขาแก้ว อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีท่านหลวงปู่โชติ อาภัคโค เป็นอุปัชฌาย์ บรรพชาเสร็จแล้ว ได้ไปจำพรรษาที่วัดป่าดอนธาตุ อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ระยะหนึ่ง

จากนั้นเดินทางจาริกธุดงค์ ปักกลดอยู่ถ้ำภูตึก บ้านคุ้มปากมูล อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ขณะนั่งบำเพ็ญภาวนาอยู่ในถ้ำภูตึกนั้น มีงูเหลือมตัวหนึ่งเลื้อยมาพาดขา พาดตักบ้าง บางคืนนอนอยู่ งูเหลือมจะเลื้อยมาขดอยู่บนหน้าอก หนักมาก แต่จิตไม่มีการวิตกกังวลหรือกลัวอันใดเลย เพราะชีวิตนี้บูชาคุณพระพุทธเจ้าแล้ว พระพุทธเจ้าเป็นใหญ่ที่สุด พระธรรมเป็นใหญ่ที่สุด
พระอริยสงฆ์เป็นใหญ่ที่สุด ตอนนั้นคิดแต่ว่า เราต้องทำหน้าที่ให้ถึงพระพุทธเจ้า ทำให้ถึงพระธรรม ทำให้ถึงซึ่งความเป็นพระอริยสงฆ์ ความกลัวทั้งหลายจึงไม่มี และได้บำเพ็ญภาวนาอยู่ในถ้ำภูตึกนั้นคนเดียวนานถึง 3 เดือน

ต่อจากนั้นก็ลงจากถ้ำภูตึกไป และจาริกธุดงค์ไปเรื่อยๆ ปรากฏว่าเริ่มเห็นสิ่งอัศจรรย์เยอะแยะมากมายเกิดขึ้น เช่น สิ่งลี้ลับต่างๆ ที่คนทั่วไปมองไม่เห็น มองเห็นมุมโลกสองมุม คือ มุมมืดและมุมสว่างแห่งการเวียนว่ายตายเกิด มองเห็นสวรรค์ มองเห็นอบายภูมิ ประกอบด้วยนรก เปรตและอสุรกาย และเริ่มออกทำการเผยแผ่หลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างต่อเนื่องมาตลอดจนถึงปัจจุบัน

บรรดาสานุศิษย์ทั้งหลาย ได้ให้การยอมรับและเคารพนับถือพระเดชพระคุณท่าน หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก เป็นอย่างยิ่งว่า เป็นพระสงฆ์สาวก ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตามแนวทางคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่ง




10
โซนธรรมะ / หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก
« เมื่อ: 07 กุมภาพันธ์ 10, 10:54:21 »
ประวัติโดยสังเขป ของพระเดชพระคุณท่าน หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก

พระเดชพระคุณท่าน หลวงปู่เณรคำ มีนามเดิมว่า ?วิรพล สุขผล? ถือกำเนิดที่บ้านทรายมูล ต.ทรายมูล อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2522 เป็นบุตรคนที่ 4 ของคุณพ่อรัตน์ สุขผล และคุณแม่ สุดใจ สุขผล มีพี่น้องทั้งหมด 5 คน เป็นผู้ชายหมด เมื่อองค์หลวงปู่เณรคำบวชเป็นพระภิกษุแล้ว ได้รับฉายาทางพระพุทธศาสนา ว่า ?ฉัตติโก? ?พระอาจารย์ วิรพล ฉัตติโก?

    พระเดชพระคุณท่าน หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก ได้มีปฎิปทาตั้งมั่นตามแนวทางคำสอนขององค์สมเด็จ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถึงการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็กอายุ 6 ขวบ ได้มีศรัทธาในการปฏิบัติจิต บำเพ็ญภาวนากรรมฐานมาโดยตลอด ทุกวันพระจะหยุดเรียน และนุ่งขาวห่มขาวเข้าไปถือศีลบำเพ็ญภาวนาในวัด ตั้งแต่เช้าจรดค่ำจะมีอิริยาบถแห่งการปฏิบัติธรรมอยู่ตลอด ไม่มีด่างพร้อย ไม่มีการพลั้งเผลอแม้แต่น้อย ทั้งวันจะเดินจงกรมสลับกับการนั่งภาวนาใต้ร่มไทร ช่วงกลางวันจะไปนอนในป่าช้า ตรงที่เป็นโบกปูนใช้สำหรับเผาผี โดยไม่เคยมีความกลัวหรือหวั่นวิตกอะไร จิตนั้นนิ่งโดยตลอด ทั้งๆ ที่ไม่เคยบำเพ็ญมาก่อนในชาตินี้ ในปัจจุบันชาติเพิ่งจะเริ่มต้น แต่ผลของการปฏิบัติมันก็เกิดขึ้นทันที นี่เป็นสัญญาณบ่งบอก เป็นหมายเหตุบอกถึงความจริงในการบำเพ็ญบารมีของแต่ละคนว่า ?แม้เราบำเพ็ญในชาตินี้หรือว่าชาติไหนๆ ผลของการปฏิบัติบำเพ็ญนั้นมันยังคงอยู่เหมือนเดิม ไม่เสื่อมไปไหน? วัน ธรรมดาก็ไปโรงเรียน พอพักเที่ยงจะไปนั่งสมาธิใต้ร่มไม้ เลิกเรียนจะเข้าไปไหว้พระก่อนกลับจากโรงเรียน และเดินจงกรมกลับบ้านทุกวันเป็นกิจภายใน ที่ไม่มีใครรู้ได้นอกจากตัวเอง
พอเข้าศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษา ท่านคิดอยู่เสมอว่า ?ถ้าเสร็จ จาก ภารกิจทางโลกแล้ว เราจะไม่กลับมา ทางโลกอีก เราคงเคยเกิดมาหลายชาติแล้ว เราคงพอแก่การเกิดได้แล้วในชาตินี้ เห็นอะไรก็เกิดความสลดสังเวชไปหมด จึงเป็นแนวทางทำให้รู้สึกเหมือนกับว่า เรารู้มาก่อน เห็นมาก่อน ตั้งแต่อดีตชาติ เหมือนกับเราจะได้ต่อเติมเส้นทางแห่งการปฏิบัติธรรมการบำเพ็ญเพียรเพื่อให้ หลุดพ้น? เลิกเรียนจึงไปปักกลด นั่งบำเพ็ญภาวนาที่อยู่ที่กระต๊อบกลางน้ำ ที่ปลายนาของโยมพ่อโยมแม่ทุกวัน วันพระจะถือกลดไปโรงเรียนด้วย พอเลิกเรียนจะเข้าไปปักกลดบำเพ็ญภาวนาที่วัด บางครั้งก็ไปปักกลดนั่งบำเพ็ญภาวนา อยู่ที่กระต๊อบกลางน้ำที่ปลายนาของโยมพ่อโยมแม่ทั้งคืนจนสว่าง ปฏิบัติเช่นนี้เป็นกิจวัตร
       จากการปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่องมาตลอด จนกระทั่งอายุได้ 13 ขวบ ครั้งหนึ่งขณะนั่งบำเพ็ญภาวนาที่กระต๊อบกลางน้ำนั้น ตัวของท่านลอยขึ้น พอมาเดินจงกรมอยู่บนคันนา ก็เดินเหนือพื้นดินโดยเท้าไม่ได้แตะพื้นดินเลย และอีกครั้งหนึ่งท่านได้นั่งบำเพ็ญภาวนานานติดต่อถึง 5 ชั่วโมง จนถึงเวลาประมาณ ตี 2 จะไปอาบน้ำในบ่อน้ำ พอลุกจากที่นั่งภาวนาตัวเบา???.หวิว เหมือนกับว่าเท้าไม่ได้แตะฝุ่นละอองบนพื้นเลย เดินลงไปในบ่อน้ำก็ไม่จมน้ำ ถือว่าเป็นปรากฏการณ์อันมหัศจรรย์ เกิดกำลังใจ ยิ่งทำให้เร่งความเพียรหนักขึ้น และเป็นหนทางให้ออกบวช

ครั้นอายุได้ 15 ปี ท่านได้ออกบวชเป็นสามเณร ที่วัดภูเขาแก้ว อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีท่านหลวงปู่โชติ อาภัคโค เป็นอุปัชฌาย์ บรรพชาเสร็จแล้ว ได้ไปจำพรรษาที่วัดป่าดอนธาตุ อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ระยะหนึ่ง

จากนั้นเดินทางจาริกธุดงค์ ปักกลดอยู่ถ้ำภูตึก บ้านคุ้มปากมูล อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ขณะนั่งบำเพ็ญภาวนาอยู่ในถ้ำภูตึกนั้น มีงูเหลือมตัวหนึ่งเลื้อยมาพาดขา พาดตักบ้าง บางคืนนอนอยู่ งูเหลือมจะเลื้อยมาขดอยู่บนหน้าอก หนักมาก แต่จิตไม่มีการวิตกกังวลหรือกลัวอันใดเลย เพราะชีวิตนี้บูชาคุณพระพุทธเจ้าแล้ว พระพุทธเจ้าเป็นใหญ่ที่สุด พระธรรมเป็นใหญ่ที่สุด
พระอริยสงฆ์เป็นใหญ่ที่สุด ตอนนั้นคิดแต่ว่า เราต้องทำหน้าที่ให้ถึงพระพุทธเจ้า ทำให้ถึงพระธรรม ทำให้ถึงซึ่งความเป็นพระอริยสงฆ์ ความกลัวทั้งหลายจึงไม่มี และได้บำเพ็ญภาวนาอยู่ในถ้ำภูตึกนั้นคนเดียวนานถึง 3 เดือน

ต่อจากนั้นก็ลงจากถ้ำภูตึกไป และจาริกธุดงค์ไปเรื่อยๆ ปรากฏว่าเริ่มเห็นสิ่งอัศจรรย์เยอะแยะมากมายเกิดขึ้น เช่น สิ่งลี้ลับต่างๆ ที่คนทั่วไปมองไม่เห็น มองเห็นมุมโลกสองมุม คือ มุมมืดและมุมสว่างแห่งการเวียนว่ายตายเกิด มองเห็นสวรรค์ มองเห็นอบายภูมิ ประกอบด้วยนรก เปรตและอสุรกาย และเริ่มออกทำการเผยแผ่หลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างต่อเนื่องมาตลอดจนถึงปัจจุบัน

บรรดาสานุศิษย์ทั้งหลาย ได้ให้การยอมรับและเคารพนับถือพระเดชพระคุณท่าน หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก เป็นอย่างยิ่งว่า เป็นพระสงฆ์สาวก ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตามแนวทางคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่ง


11
โซนธรรมะ / คาถามหาเสน่ห์
« เมื่อ: 23 มกราคม 10, 20:24:47 »
คาถามหาเสน่ห์  
จันโทอะภกันตะโร
ปิติ ปิโย เทวะมนุสสานัง
อิตภิโยปุริ โส
มะ อะ อุ อุ มะ อะ อิสวาสุ อิกะวิติ

ตั้งนะโม3จบ แล้วภาวนา พระคาถามหาเสน่ห์ ดังนี้
พุทโธ จับจิต ธัมโม จับใจ สังโฆ รักใคร่
พุทโธ มามา ธัมโม มามา สังโฆ มามา
นะเมตตา โมเห็นหน้ารักสนิท พุทจับจิต ธามิให้กำจัด
ยะกระหวัดจิต......ชื่อนาม(ของคนที่เรารัก) ......รักอย่าละ
ชีวิตัง ยาวะนิพพานัง สะระนัง คัจฉามิ ฯ

ตั้งนะโม3จบ แล้วตั้งใจภาวนา คาถาเมตตามหาเสน่ห์ ของ(หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า) ดังนี้

อักโขหะมัสสะมิ  โลกัสสะ
อิติปาระมิตาติงสา      อิติสัพพัญญูมาคะตา
อิติโพธิ์มะนุปัตโต      อิติปิโสจะเต
นโม อะระหังลาโภ   พุทโธ ลาภัง นาชาลิติ

นะมะพะทะ สัพเพชะนา พหูชะนา ราชาปุริโส อิตถิโยมาพัง
เอหิจิตตังปิยังมะมะ เอหิมาเรโสมามา อาคัจฉายะ อาคัจฉาหิ

คำแปล พระคาถาเมตตามหาเสน่ห์ หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า
ขออำนาจพระพุทธพจน์ว่า             เราจะเป็นเลิศในโลกนี้
ขออำนาจแห่งบารมี 30 ทัศ    ขออำนาจแห่งพระสัพพัญญู
ขออำนาจแห่งโพธิญาณ       ด้วยอำนาจแห่งคำขอทั้งหมดนี้
ขอพระอรหันต์ จงดลบันดาลลาภให้เรา   ขอพระพุทธเจ้า จงดลบันดาลลาภให้เรา
ขอพระอรหันต์ จงดลบันดาลลาภให้เรา    ขอพระพุทธเจ้า จงดลบันดาลลาภให้เรา

คาถามหาเสน่ห์
คาถาโบราณที่วัยรุ่นควรมีไว้ใช้

คาถารักแท้
*** โอมนะโมพุทธายะ พุทธัง สะระติ ธัมมัง สะระติ สังฆัง สะระติ
จิตตัง สะมาเรมะ มะเอหิ เอหิชัยยะ เอหิสัพเพชะนะ พะหูชะนาเอหิ
(ใช้บริกรรมคาถานี้กับลูกอมแล้วอมขณะที่คุยกับคนที่เรารักจะทำให้เขารักจริงจังขึ้นมา)


คาถามัดใจ
*** พุทธัง รัตตะนัง ธัมมัง รัตตะนัง สังฆัง รัตตะนัง นะผูกโมมัด
พุทรัด ธารึง ยะกรึงคะเร โอมสวาหะ
(ใช้สวดก่อนนอนทำให้คนรักคิดถึง)


คาถาผูกใจคน
*** โอมนะโมพุทธะ นะ มะ อะ อุ เอหิชัยยะ เอหิสัพเพชะนะ พะหูชะนา เอหิ
(ใช้สวดเมื่อต้องการให้คนทั่วไปรักใคร่)

+ + + ตำเตือน อย่านำไปใช้พร่ำเพรื่อ ควรใช้เท่าที่จำเป็น
ต้องท่องให้ได้เท่านั้น มี คนนึงนำคาถาไปใช้ต้องฝึกถึงหลายเดือนถึงจะได้ผล
ขึ้นอยู่กับจิตศรัทธา ว่า มากน้อยเพียงใด


 
[img]http://photos4.hi5.com/0113/008/827/yDQ9eM008827-02.jpg/img]


12
                    ประวัติแม่ชี แก้ว เสียงล้ำ     อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร
ชาติภูมิ       เกิดที่บ้านห้วยทราย ต.คะชี อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร
เกิดเมื่อ      วันที่ 5 พฤศจิกายน 2444
บิดา          ขุนธรรมรังสีี (ซ้น เสียงล้ำ ยศทางราชการเจ้านายยุคสมัยนั้น)
มารดา       ด่อน เสียงล้ำ นามเดิมของท่านคือ นางตาไป่ เสียงล้ำ
สถานภาพ    เมื่ออายุ 17 ปี ได้สมรสกับนาย บุญมา เสียงล้ำ ครองสมรสอยู่ 19 ปี ไม่มีบุตร ธิดา
 
     แม่ชีแก้ว เสียงล้ำ 
          ต้นตระกูล เป็นชนชาวภูไท อันเป็นชนเผ่ารักสงบ ชอบอิสระ มีความภาคภูมิในความเป็นไท และนับถือเชื้อสายญาติพี่น้องชนเผ่า
เดียวกัน แม้อยู่ไกลกัน ก็ยังนับไล่เลียงลำดับสายเครือญาติเดียวกัน อีกทั้งนับเป็นชนเผ่า ที่มีขนบธรรมเนียมประเพณี ที่เป็นตัวของตัวเอง รักสามัคคี กตัญญู ชาวภูไท บ้านห้วยทรายเป็นต้นตระกูล เชื้อเจ้า
ภูไท ทางฝ่ายหญิง คือ ทางฝ่ายเจ้าแก้ว ผู้พี่สาวของเจ้ากล่ำและ
เจ้าก่าด้วยพื้นเพของต้นตระกูลฝ่ายหญิง จึงแสดงออกซึ่งความรักสงบ ความคิดเฉียบแหลม ปัญญาคม เด็ดเดี่ยว รักญาติพี่น้อง ตั้งมั่น
อยู่ในความยุติธรรม เพราะจะเห็นได้จากคำของคนคนเฒ่าโบราณ ว่าแต่ก่อนพากันนับถือผีหิ้งผีหอ ผีทะดา เพราะเชื่อกันว่า ผีเหล่านั้นเป็นผีปู่ผีย่า ปู่สังกับสาย่าสังกับสี มีการเซ่นสรวง บูชานับถือ
เป็นสรณะที่พึ่งของชนเผ่า
         ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๖๐ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโลกับพระ
อาจารย์มั่น ภูริทตฺโต กับ พร้อมคณะอันมีีพระอาจารย์ ขาว อนาลโย
พระอาจารย์ชอบ ฐานสโม พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร พระอาจารย์เทสก์ เทสรํงสี พร้อมพระภิกษุสามเณร ประมาณ๖๐-๗๐ รูป
 
     ได้เดินธุดงค์มา พำนักที่บริเวณวัดหนองน่อง ตั้งอยู่ทางทิศใต้้ของสำนักชีแห่งนี้ ห่างประมาณ ๑ กิโลเมตร
หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ได้อบรมสั่งสอนญาติโยมในละแวกหมู่บ้านใกล้เคียง โดยแนะนำสั่งสอนให้นั่งภาวนา
พุทโธ และพิจารณาร่างกายของตนเอง ว่าไม่มีความเที่ยงแท้แน่นอน มีเกิด แก่ เจ็บ ตายตามสังขาร
ด้วยกันทุกคน ท่านเป็นคนหนึ่งที่ได้ไปรับฟังคำสั่งสอนในครั้งนั้น(อายุได้ ๑๖ ปี) เผอิญในคืนนั้น
เวลาประมาณ ๒๑.๐๐ น. ท่านได้บำเพ็ญภาวนาตามคำสอนของ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต จิตของท่าน
ได้สงบเงียบไปเลยเป็นนิมิตเกิดขึ้นท่านเห็นตัวของท่านเองนอนตายได้นิมนต์ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต
และพระสงฆ์มาสวดมาติกา ตามนิมิตของท่าน จนกระทั่งเวลาประมาณ๐๔.๐๐ น.ท่านตื่นจากนิมิต ใจพะวงว่า
ใครหนอจะนึ่งข้าวใส่บาตร ขณะนั้นใจของท่านอิ่มเอิบเป็นที่สุด ในคราวต่อมาท่านพร้อมด้วยชาวบ้าน
ได้เข้าไปฟังเทศนาจากหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต อีกพอได้โอกาสท่านได้เล่าสิ่งที่เกิดขึ้นในคืนนั้น
ให้หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ฟัง หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ได้บอกว่าเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องแล้วในระดับเบื้องต้น
ต่อมาท่านก็ได้ปฏิบัติมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งคณะของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ได้ลาญาติโยมเพื่อจะไปธุดงค์ในถิ่น
อื่น ๆ ก่อนจากไปได้ปรารภกับคุณย่าว่า ?หากเจ้าเป็นผู้ชาย เราจะให้บวชเณรและติดตามไปด้วย นี่เจ้าเป็นหญิง
ไปด้วยก็ลำบาก และได้สั่งว่าให้หยุดภาวนาตั้งแต่นี้ต่อไป ให้ใช้กรรมไปตามประสาโลก ๆ?ครูบาอาจารย์
ุ่ีรุ่นหลัง ๆ ได้สันนิษฐานว่า ที่หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ให้หยุดภาวนานั้นเพราะเป็นจิตที่โลดโผน ถ้ามีผู้แนะนำที่ดี
ก็จะไปได้ดี ถ้าไม่มีผู้แนะนำ อาจจะทำให้เสียคนไปก็ได้

         เจดีย์ ศรีไตรรัตนานุสรณ์
   แม่ชีแก้ว เสียงล้ำ 
         ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๖๑ ท่านได้แต่งงานอยู่กินกันมาจนถึงปี พ.ศ.
๒๔๘๐ ท่านได้ขออนุญาตกับสามีว่าต้องการจะบวช ฝ่ายสามี
ีพยายามทัดทานอ้อนวอนหลายครั้ง หลายคราก็ไม่เป็นผลสำเร็จ
และในที่สุดความตั้งใจอันแน่วแน่ของท่านก็บรรลุผล ท่านได้เข้าบวช
เป็นชีตามปรารถนาโดยมี พระอาจารย์คำพัน กันตสีโล เป็นอุปัชฌาย์ ์ที่วัดหนองน่อง ต่อจากนั้นได้ติดตามพระอาจารย์คำพัน กันตสีโล
ไปอยู่ที่วัดภูเกล้า (ห่างจากสำนักชีแห่งนี้ไปทางทิศใต้ประมาณ ๓๐
กิโลเมตร) ท่านอยู่ที่ วัดภูเกล้ากับเพื่อนชีด้วยกัน ๔ คน กับพระอีก
๖ รูป ท่านได้บำเพ็ญภาวานาอยู่ที่นั่นจนเกิดความรู้แปลก ๆ ต่าง ๆ
หลายอย่างที่ไม่เคยรู้ไม่เคยเห็นมาก่อน ท่านอยู่ที่นั่นได้ ๘ ปี เผอิญในเวลาต่อมาพระอาจารย์คำพันได้ลาสิกขาบท ท่านกับคณะ
แม่ชีได้พากันกลับมาที่บ้านห้วยทรายและได้พูดกับญาติพี่น้อง ลูก
หลานตั้งสำนักชีแห่งนี้ขึ้นใน ปี พ.ศ. ๒๔๘๘ และเป็นสำนักชีแห่งแรก
ที่ไม่มีพระภิกษุอาศัยอยู่ด้วยแต่แม่ชีก็ยังปฏิบัติธรรมอย่างเดียว
ท่านได้ไปกราบ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ที่อำเภอ พรรณานิคม
จังหวัดสกลนคร เป็นครั้งคราวแล้วกลับมาจำพรรษาที่วัดนี้ตลอดเวลา
ครั้ง พ.ศ. ๒๔๙๒ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ได้มรณะภาพที่ วัดป่า
สุทธาวาส จังหวัดสกลนคร ท่านพร้อมกับชาวบ้าน ได้พากัน
ไปร่วมงานฌาปนกิจศพด้วย

ี        พ.ศ. ๒๔๙๗ พระอาจารย์มหาบัว ญาณสมฺปนฺโน วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี ได้จาริกเดินธุดงค์มาถึง
บ้านห้วยทราย และได้พาคณะพระภิกษุและสามเณรมาจำพรรษาที่ วัดป่า บ้านห้วยทราย แต่ตัวของพระ
อาจารย์ ์มหาบัว ญาณสมฺปนฺโน กับสามเณรอีก ๑ รูป ได้ขึ้นไป จำพรรษาที่ถ้ำนกแอ่น ซึ่งอยู่ห่างจาก
บ้านห้วยทรายไปทางทิศตะวันตกประมาณ ๒ กิโลเมตร ในช่วงที่จำพรรษานั้น ท่านคุณย่าขึ้นไปฟังเทศน์จาก
หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน เป็นครั้งคราว ท่านหลวงตาได้ถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม บำเพ็ญเพียรภาวนา ทั้งหมดให้ท่านคุณย่าตลอดการจำพรรษาที่ วัดป่าบ้านห้วยทราย ตลอด ๔ พรรษา
ต่อมาหลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้ปรารถถึงโยมมารดาที่บ้านตาด จังหวัดอุดรธานี ว่าท่านคุณย่าเป็นผู้ที่ ี่เหมาะสมที่จะอบรมถ่ายทอดความรู้อบรมธรรมะให้มารดาของท่านได้ เพราะเป็นหญิงด้วยกัน ต่อมาท่านคุณย่า
พร้อมคณะอีก ๒ ท่านได้เดินไปจังหวัดอุดรธานีตามที่ พระอาจารย์มหาบัวต้องการ ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๙๘
แล้วท่านก็ได้บวชโยมมารดาของ ท่านหลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน สมความตั้งใจของหลวงปู่จากนั้น
หลวงปู่มหาบัวได้พาคณะสงฆ์และแม่ชีไปจำพรรษาที่วัดสถานีทดลอง จังหวัดจันทบุรี เวลาได้ ๑ พรรษาโยมมารดาของ หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน อยากกลับภูมิลำเนาเดิม ซึ่งหลวงตาก็ได้อนุญาต
และได้พาคณะกลับมาสร้างวัดป่าบ้านตาดอันเป็นภูมิลำเนาเดิมในปี พ.ศ.๒๔๙๙ ท่านคุณย่าได้จำพรรษาอยู่ที่
วัดป่าบ้านตาดกับโยมมารดาหลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๑๐ เมื่อเป็นเวลาอันสมควรท่าน
คุณย่าได้กราบลาหลวงตามหาบัวญาณสมฺปนฺโน กลับภูมิลำเนาเดิมที่บ้านห้วยทรายและได้บำเพ็ญเพียรภาวนา อบรมสั่งสอนชาวบ้านตลอดมาและมีสานุศิษย์อย่างกว้างขวางทั้งใกล้และไกลด้วยความเลื่อมใสศรัทธา
         ครั้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๐ ท่านคุณย่าได้ป่วยด้วยโรคประจำตัว และมีคุณหมอเจริญและคุณหมอบุญเลี่ยม วัฒนสุชาติ จากกรุงเทพฯ ได้นำคุณย่าไปรักษาที่โรงพยาบาลพร้อมมิตร กรุงเทพฯ ระยะหนึ่ง อาการของคุณย่า
หายเป็นปกติจึงได้กลับบ้านห้วยทราย

         ต่อมากอาการป่วยของท่านคุณย่าก็มีเป็นครั้งคราวได้มีคุณหมอเพ็ญศรีมกรานนท์ซึ่งเป็นอาจารย์สอน
นักศึกษาแพทย์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กรุงเทพฯ ได้ขึ้นมากราบ หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน และกราบคุณย่าเป็นครั้งคราว เห็นว่าท่านคุณย่าสมควรได้รับการดูแลและรักษาอย่างใกล้ชิด พร้อมนี้คุณหมอ
เพ็ญศรี ท่านก็ต้องการปฏิบัติธรรมด้วยจึงได้ลาออกจากราชการมาดูแลและเฝ้ารักษาท่านคุณย่า จนถึงวาระ
สุดท้ายนับเป็นเวลา ๑๔ ปีจนกระทั่ง วันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๓๔ เวลา ๐๙.๒๕ น. ท่านก็ได้จากไปด้วย
อาการอย่างสงบ สิริอายุรวมได้ ๙๐ ปีและรวมเวลาที่บวชชีเป็นเวลา ๕๔ พรรษาตลอดเวลา ๕๔ พรรษา
ที่ท่านได้ อยู่ในการบวชเป็นชีนั้น ท่านคุณย่าของเราได้บำเพ็ญเพียรภาวนา ปฏิบัติธรรม โดยสม่ำเสมอตลอดมา มิได้เคยประพฤติผิดในครองชีเพศเลย ด้วยอานิสงส์แห่งการบำเพ็ญเพียร ภาวนา ปฏิบัติธรรมอันแน่วแน่ของ
ท่านคุณย่านี้ทำให้ท่านคุณย่าของเราได้รับความเลื่อมใสศรัทธาจากสาธุชนโดยทั่วไปเป็นจำนวนมาก
ได้มาให้ความเคารพกราบไหว้มิได้ขาดสาย บัดนี้ท่านคุณย่าได้จากเราไปแล้ว คงเหลือแต่คุณงามความดี
และแนวปฏิบัติที่ท่านเพียรพยายามทำไว้ให้เป็นอนุสรณ์แก่พุทธศาสนิกชนสืบไป
 
 

13
                 ประวัติหลวงปู่จาม  มหาปุญโญ  รวบรวมโดย  พ.ต.อ. ญาณพล  ยั่งยืน

      พ.ศ. ๒๔๕๓   กำเนิด เด็กชายจาม  ผิวขำ  ในปลายรัชสมัยของ  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่  ๕   ช่วงก่อนที่จะทรงเสด็จสวรรคต  ( ๒๓  ตุลาคม  ๒๔๕๓ ) ในปีนั้น  หลวงปู่จาม  มหาปุญโญ  ได้ถือกำเนิด เป็นเด็กชายจาม  ผิวขำ   เมื่อ วันพฤหัสบดี  ที่ ๑๙  พฤษภาคม  ๒๔๕๓  ตรงกับวันแรม  ๑๐  ค่ำ  เดือน  ๖  ปี จอ  ณ  บ้านห้วยทราย  คำชะอี  จ.นครพนม ( ปัจจุบันเป็น อ.คำชะอี  จังหวัดมุกดาหาร  )  โดยเป็นบุตรคนที่ ๓  ของนายกา นางมะแง้  ผิวขำ  หลวงปู่จาม  มีพี่น้องรวม  ๙  คน ดังนี้คือ  นายแดง  นายเจ๊ก  นายจาม นางเจียง  นายจูม  นางจ๋า  นายถนอม  นายคำตา  และนางเตื่อย

    พ.ศ. ๒๔๕๙   ไปกราบ  หลวงปู่เสาร์ และหลวงปู่มั่น  เมื่ออายุได้  ๖  ปี  พ่อแม่ได้พา เด็กชายจามฯไปกราบ หลวงปู่เสาร์ และหลวงปู่มั่น  ซึ่งได้มาจำพรรษาอยู่ใกล้บ้านที่ภูผากูด  คำชะอี

     พ.ศ. ๒๔๖๔   ดูแลอุปัฏฐากพระกรรมฐาน  บรรดาศิษย์ของหลวงปู่เสาร์และหลวงปู่มั่นจำนวนประมาณ  ๗๐  รูป  ได้มารวมกันเป็นกองทัพธรรมสายพระกรรมฐานมากเป็นประวัติการณ์  ที่ภูผากูด  เนื่องจาก  หลวงปู่เสาร์ และหลวงปู่มั่น  ได้มาพักประจำอยู่ที่ถ้ำจำปา  ขณะเด็กชายจาม  อายุได้ประมาณ  ๑๑  ปี  ได้ติดตามพ่อแม่ไปอุปัฏฐากดูแลพระกรรมฐานทั้งหลายอย่างใกล้ชิด( สถานที่ซึ่งรวมตัวกันนั้น  ต่อมาได้ตั้งเป็นสำนักสงฆ์หนองน่อง  ทางทิศใต้ของบ้านห้วยทราย  และได้ย้ายมาเป็น  วัดป่าวิเวกวัฒนาราม  ในปัจจุบัน )

     พ.ศ ๒๔๖๙   ถวายตัวกับหลวงปู่มั่น   เมื่อเด็กชายจาม  อายุได้ ๑๖ ปี  พ่อแม่ได้พาไปถวายตัวกับหลวงปู่มั่น ที่ จ.อุบลราชธานี  นุ่งขาวห่มขาว  เป็นเวลา  ๙  เดือน  หรือที่เรียกว่าเป็น  ผ้าขาว  ๙  เดือน

     พ.ศ. ๒๔๗๐   บรรพชาเป็นสามเณร   ครั้งที่ ๑   เมื่ออายุได้  ๑๗  ปี  ได้บรรพชาเป็นสามเณร   จำพรรษาอยู่กับหลวงปู่มั่น  ๑  พรรษา  ที่บ้านหนองขอน  อ.บุ่ง  จ.อุบลราชธานี  (อ.หัวตะพาน  จ.อำนาจเจริญ) ได้รับใช้ครูบาอาจารย์หลายท่าน   ได้แก่  หลวงปู่กงมา  จิรปุญโญ ,  หลวงปู่อ่อน  ญาณสิริ  ,  ท่านพ่อลี   ธมฺมธโร , หลวงปู่สิงห์  ขนฺยาคโม , หลวงปู่มหาปิ่น  ปญฺญาพโล เป็นต้น   นอกจากนั้น ยังเป็น  สหธรรมิกเพื่อนสามเณร กับ สามเณรสิม ( หลวงปู่สิม  พุทธาจาโร )  อีกด้วย

    พ.ศ. ๒๔๗๑   ออกธุดงค์  เป็นครั้งแรก  เมื่ออายุได้  ๑๘  ปี หลวงปู่มั่น  ได้ฝากสามเณรจาม  ไว้กับ  หลวงปู่กงมา  หลวงปู่อ่อน  หลวงปู่มหาปิ่น   โดย สามเณรจาม  ได้ติดตามครูบาอาจารย์ออกธุดงค์ไปยโสธร  เป็นครั้งแรก

    พ.ศ. ๒๔๗๒   ป่วยจำเป็นต้องลาสิกขา  เมื่ออายุได้  ๑๙ ปี สามเณรจาม ได้ออกธุดงค์ไปยังขอนแก่น กับหลวงปู่อ่อน หลวงปู่กงมา  ต่อมาในปีนั้น  สามเณรจาม  ป่วยเป็นโรคกระเพาะอาหาร  โรคเหน็บชา จึงจำเป็นต้องลาสิกขา  เพื่อกลับ เพื่อกลับไปรักษาตัวที่  บ้านห้วยทราย  คำชะอี  จนหายจากโรคภัยไข้เจ็บ และใช้ชีวิตเป็นฆราวาส  ทำไร่ ทำนา  ค้าขาย ต่อมาจนถึงอายุ  ๒๘  ปี

    พ.ศ. ๒๔๘๐   อธิฐานขอบวชในพระพุทธศาสนา   เมื่อนายจาม  ผิวขำ มีอายุได้  ๒๗  ปี  พ่อกา ( โยมพ่อ ) บวชเป็นพระภิกษุ ( ใช้ชีวิตอีก ๖ ปี ก็มรณภาพในปี  ๒๔๘๖ ) ส่วน  แม่มะแง้ (โยมแม่)  ก็ได้บวชชี ( ใช้ชีวิตอีก  ๓๖  ปี จึงถึงแก่กรรม ) ช่วงเดือน พฤศจิกายน  ๒๔๘๐  นายจาม  ผิวขำ  ไปไหว้พระธาตุพนม  จ.นครพนม  เพื่ออธิฐานขอบวชในพระพุทธศาสนา

    พ.ศ. ๒๔๘๑   บรรพชาเป็นสามเณร  ครั้งที่  ๒   คณะญาติได้พาไปซื้อเครื่องบวชที่ร้านขายสังฆภัณฑ์  ที่ตลาดบ้านผือ  นายจาม  ผิวขำ  พบนางสาวนาง    เป็นลูกสาวเจ้าของร้าน  เกิดปฏิพัทธ์จิตรักใคร่ทันทีเมื่อแรกพบ  แม่ชีมะแง้   ได้ปรึกษากับแม่ชีแก้ว เสียงล้ำ  เกรงจะมีปัญหาจึงได้พานายจาม  ผิวขำ บวชเป็นสามเณร ไว้ก่อนที่วัดป่าโคกคอน  อ.ท่าบ่อ  จ.หนองคาย  เมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม  ๒๔๘๑ เพื่อหนีผู้หญิง แล้วเดินเท้าต่อไป  ไหว้พระพุทธบาทบัวบก  หอนางอุษา และมุ่งหน้าไป วัดโพธิสมภรณ์  อ.เมือง  จ.อุดรธานี

    พ.ศ. ๒๔๘๒   ( อายุ  ๒๙ ปีบริบูรณ์ ) อุปสมบท  เมื่ออายุได้  ๒๙  เต็มปีบริบูรณ์ จึงได้อุปสมบท เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม  ๒๔๘๒    ที่วัดโพธิสมภรณ์  อ.เมือง  จ.อุดรธานี  โดยมี พระเทพกวี ( จูม  พนฺธุโล ) เป็นพระอุปัชฌาย์เมื่อบวชเสร็จ  พระจาม  มหาปุญโญ  ได้ออกธุดงค์ไปองค์เดียวไปภาวนาที่พระบาทคอแก้ง  อยู่บริเวณ  วัดพุทธบาท  ต.พระพุทธบาท  อ.ศรีเชียงใหม่  จ.หนองคาย  ขณะภาวนาเกิดนิมิตเห็นพญานาคขึ้นมาแล้วบอกว่าที่นี่เป็นพระพุทธบาทจริง  พวกตนได้ขอไว้เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าเสด็จ ผ่านมา  ต่อมา พระจาม  ได้ภาวนาอยู่ถ้ำพระ  อ.บ้านผือ แล้วย้ายไปภาวนาที่หออุษา และย้ายไปภาวนาที่ถ้ำบัวบก  อ.บ้านผือ  จ.อุดรธานี  ซึ่งไม่ไกลกันนัก  ที่ถ้ำพระพุทธบาทบัวบกนี้  พระจามได้ตั้งใจปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้าและพระอริยสาวก  จนได้รู้ว่า  เจดีย์เก่าองค์หนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่บนก้อนหินใหญ่เป็นเจดีย์บรรจุอัฐิธาตุของพระอาจารย์ หลวงปู่บุญ  ปญฺญาวุโธ  อัฐิได้กลายเป็นพระธาตุแล้ว  ซึ่งท่านได้เป็นพระอาจารย์ของหลวงปู่หลุย  จนฺทสาโร  ซึ่งพระจามไม่เคยรู้จักมาก่อนเลย  ขณะภาวนาอยู่ได้เกิดแสงสว่างเป็นลำพุ่งลงมาจากท้องฟ้า  สว่างเฉพาะบริเวณเจดีย์  พอรุ่งเช้าขึ้นจึงไปค้นดู  ปรากฏหลักฐานที่สลักไว้ที่ฐานเจดีย์เท่านั้น  จึงทราบความจริงดังกล่าวหลังจากนั้น  พระจาม  จึงได้เดินทางกลับมาจำพรรษาที่วัดหนองน่อง  บ้านห้วยทราย  คำชะอี เป็นพรรษาที่ ๑

    พ.ศ. ๒๔๘๓   ( อายุ  ๓๐ ปี )  เมื่อออกพรรษา  จึงเดินทางไปอยู่ที่ภูเก้ากับหลวงพ่อกา ( โยมพ่อ )  ระยะหนึ่ง  จึงไปอยู่ภูจ้อก้อจนถึง  เดือน ๗  ( กรกฎาคม ๒๔๘๓ ) จึงเดินทางต่อไป  อยู่กับพระอาจารย์คูณ  อธิมุตโต  วัดป่าพูนไพบูลย์  บ้านหินตั้ง  อ.เมือง  จ.มหาสารคาม  จำพรรษาที่  ๒  กับพระอาจารย์คูณ  ซึ่งเป็นญาติกับหลวงปู่ฝั้น  อาจาโร  เมื่อออกพรรษาแล้ว  พระจาม จึงได้เดินทางต่อไปบ้านห้วยยาง  อ.ชุมแพ  ต่อจากนั้นก็เดินทางต่อไปบ้านกกเกลี้ยง  ต่อไปยังถ้ำผาบิ้ง  อ.วังสะพุง  จ.เลย ที่ถ้ำผาบิ้ง หลวงปู่จามได้นั่งภาวนา  จนถึงคืนสุดท้าย เวลาใกล้รุ่ง ก่อนจะเดินทางไปยังเพชาบูรณ์ เกิดจิตแจ้งสว่างไปหมด เห็นทุกทิศทุกทางสว่างไสว จิตตั้งอยู่ในความสว่างประมาณ  ๒๐ นาที เหมือนจุเทียนแล้วความสว่างก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนสว่างรอบทิศ แล้วค่อยๆ ลดความสว่างลงไปๆ จนดับมืด ขณะสว่างนั้น ได้ยินคนคุยกันซึ่งเป็นอาโลกกสิณ และ ในตอนท้ายของการภาวนานั้น ได้ทราบว่าถ้ำผาบิ้งแห่งนี้ เป็นสถานที่นิพพานของพระอุบาลีมหาเถระ ตั้งแต่ พ.ศ.๔ หลังจากนั้นจึงได้ออกจากถ้ำผาบิ้ง  มุ่งไปเพชรบูรณ์  พักที่เชิงเขาใกล้บ้านเลยวังใส ริมแม่น้ำเลย

    พ.ศ. ๒๔๘๔   อายุ  ๓๑ ปี  ช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒  เมื่อออกจากบ้านเลยวังใส  ไปบ้านเลยวังกลอย  เดินต่อไปอีกประมาณ  ๔  โมงเย็น  ถึงสำนักสงฆ์บ้านหินกลิ้ง  เป็นที่ซึ่งพระอาจารย์มหาปิ่น  ปญฺญาพโล  และโยมสร้างไว้  และพระอาจารย์มหาปิ่น ได้เคยจำพรรษาที่นั่นมาก่อนพระจาม  พักอยู่ที่นั่นนานพอสมควร  เนื่องจากพระสิงห์    ซึ่งเดินทางไปด้วยกันเกิดอาพาธด้วยไข้มาลาเรียและได้มรณะภาพ ลงที่นั้น   ในพรรษาที่  ๓  พระจาม   เดินทางต่อไปจำพรรษา  ที่สำนักสงฆ์บ้านโนนผักเนา  อ.หล่มสัก  จ.เพชรบูรณ์ เมื่อออกพรรษาแล้ว  พระจาม  ได้เดินทางต่อไปโดยเดินข้ามเทือกเขาตะกุดรัง  พิจิตร  ตะพานหิน  ถึงอุตรดิตถ์ต่อไปยังพระแท่นศิลาอาสน์  พักแรมที่นั่นแล้วออกเดินทางต่อไปตามเส้นทางรถไฟ เดินนับหนอนรถไฟจากพระแท่นศิลาอาสน์  ลอดอุโมงค์เขาพึง  เด่นชัย ? แม่เมาะ ? แม่ทะ  ถึงแม่ตาลน้อย  นายสถานีรถไฟแม่ตาลน้อย เกิดความเลื่อมใสจึงซื้อตั๋วรถไฟถวายถึงทาชมภู  จึงได้ขึ้นรถไฟช่วงสั้น ๆ  ไปลงที่สถานีท่าชมภู  แล้วเดินเท้าตามทางรถไฟต่อไปยังสถานีแม่ทา ? ลำพูน ? เชียงใหม่ เข้าไปพักที่วัดเจดีย์หลวง  ประมาณกลางเดือนธันวาคม  ๒๔๘๔

     พ.ศ. ๒๔๘๕   อายุ ๓๒ ปี พรรษาที่ ๔  พบพระอาจารย์สิม  พุทธาจาโร,หลวงปู่ชอบ   ฐานสโม  พระจามออกจากวัดเจดีย์หลวง  มุ่งหน้าไปจำพรรษาที่  วัดโรงธรรมสามัคคี  อ.สันกำแพง  จ.เชียงใหม่  ได้พบกับอาจารย์สิม  พุทธาจาโร   ซึ่งเป็นสหธรรมิกกันในสมัยที่เป็นสามเณร  แม้ว่าจะเป็นเพื่อนกันมาก่อน  แต่ขณะนั้นก็ต่างพรรษากัน  เป็นระดับครูบาอาจารย์แล้ว  ความคิดเห็นที่แตกต่างกันก็ยังเป็นเชื้อให้มีการถกแถลงด้านธรรมะกันอย่างออกรสในธรรม  ในปีนั้น  หลวงปู่จามได้เคยโต้วาทีกับบาทหลวงคริสต์   ที่บ้านพุงต้อม ต.ยุวา อ.สันป่าตอง  จ.เชียงใหม่ ช่วงนั้นมีหญิงสาวหลายคนพยายามที่จะได้ตัวหลวงปู่จามไปเป็นสามี  หลวงปู่ขาว  อนาลโย  ได้เทศนาภัย ๔ อย่างของนักบวช  ได้แก่ มาตุคาม ,ทนคำสอนไม่ได้ , ทนต่อปากท้อง  ทนลำบากไม่ได้ และกามคุณ ๕ หลังจากนั้น  พระอาจารย์สิม  ได้พา พระจาม  ออกธุดงค์ขึ้นไปถ้ำเชียงดาว  และต่อมาได้พบกับ หลวงปู่ชอบ  ฐานสโม  ที่ บ้านป่าฮิ้น  เสนาสนะป่าแม่กอย

     พ.ศ. ๒๔๘๖   อายุ  ๓๔  ปี  ธุดงค์กับ หลวงปู่ชอบ ,หลวงปู่สิม   หลวงปู่ชอบ  ได้พาอาจารย์สิม  และพระจาม  ออกธุดงค์ไปที่ อ.ฝาง  อ.แม่อาย-บ้านม่วงสุม-บ้านมุ่งหวาย-บ่อน้ำร้อน  อ.ฝาง  ถึงประมาณเดือน ๖  ของปีนั้น  ใกล้เข้าพรรษา  พระจาม  จึงขอแยกทางมุ่งไปยังวัดโรงธรรมสามัคคี  เพื่อจำพรรษา  ส่วนหลวงปู่ชอบ  เดินทางต่อไปเพื่อจำพรรษาใน พม่าและจะถูกทหารจีนจับ  ชาวบ้านต้องพาหลวงปู่ชอบ ไปซ่อนไว้ในยุ้งข้าว  สาเหตุที่  หลวงปู่จาม  ท่านไม่ชอบที่จะไปพม่า เพราะรู้สึกในส่วนลึกของจิตใจว่า เคยรบพุ่งกับพม่ามาแต่อดีตชาติ  จึงไม่อยากไปเมืองพม่า  ในปีนั้นจึงได้  จำพรรษา  ที่วัดโรงธรรมสามัคคีอีก  ๑  พรรษา (พรรษาที่ ๕)   พร้อมกับหลวงปู่สิม

     พ.ศ. ๒๔๘๗   อายุ  ๓๔  ปี ใช้  ? ธรรมโอสถ ?  รักษาโรค   ได้ออกธุดงค์ไปกับหลวงปู่สิม  ตามป่าเขา  ตามดอยต่าง ๆ  เขตจังหวัดเชียงใหม่  แล้วกลับมาจำพรรษาที่วัดอุโมงค์  ( พรรษาที่ ๖ )  อยู่กับหลวงปู่สิม  วัดอุโมงค์เชิงดอยสุเทพ  อ. เมือง  จ.เชียงใหม่ ในสมัยนั้นเป็นป่าทึบมีเจดีย์ทรงลังกา ๑ องค์  และอยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่  ปัจจุบันวัดอุโมงค์ อยู่ติดกับด้านหลังของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  ในปีนั้น ( ๒๔๘๗ ) หลวงปู่จามได้ป่วยเป็นโรคกระเพาะ  มีอาการปวดท้อง  ได้รักษาด้วยยาแผนปัจจุบันก็ไม่หาย เปลี่ยนมารักษาแผนโบราณก็ไม่หาย  ในที่สุดท่านก็ได้ใช้วิธีภาวนาบำเพ็ญสมาธิและงดอาหารหยาบทั้งหมด  ฉันเฉพาะนมถั่วเหลืองวันละ  ๑  แก้วและน้ำเท่านั้น  ใช้ ?ธรรมโอสถ?  รักษาโรคกระเพาะ  อีกไม่นานนัก  อาการป่วยก็ทุเลาเบาบางลง  ในที่สุดก็หายจากโรคกระเพาะ  มีอาการปกติ สามารถฉันอาหารได้เป็นปกติ

    พ.ศ. ๒๔๘๘   อายุ  ๓๕  ปี  ( พรรษาที่ ๗ )   หลวงปู่สิม และหลวงปู่จาม  ได้เคยไปอยู่ที่บ้านพักบนดอยของแม่เลี้ยงดอกจันทร์  กิรติปาล  ซึ่งเป็นภรรยาของนายคิวลิปเปอร์ซึ่งเป็นชาวอังกฤษ  บ้านพักส่วนตัวนี้ตั้งอยู่บนดอย  อยู่ทางทิศใต้ ของเมืองเชียงใหม่  และพักภาวนาอยู่ที่นั่นนานพอสมควร

    พ.ศ. ๒๔๘๙   อายุ ๓๖ ปี  ( พรรษาที่ ๘ )  พบ  หลวงปู่ขาว  อนาลโย, หลวงปู่แหวน  สุจิณฺโณ , พระอาจารย์น้อย  สุภโร  หลวงปู่จาม กับหลวงปู่สิม  ไปจำพรรษาที่ป่าช้าซึ่งตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเมืองเชียงใหม่  ก่อนเข้าพรรษา  ได้พบกับหลวงปู่ขาว  อนาลโย  ที่บ้านแม่หนองหาน  อ.สันทราย  จ.เชียงใหม่  หลวงปู่ขาว  ได้เตือนหลวงปู่จามให้ระวังเรื่องผู้หญิงว่า ? ให้ระวังเรื่องผู้หญิงให้มาก  ถ้ารอดได้ก็สามารถรักษาพรหมจรรย์ตลอดรอดฝั่ง  ถ้าไม่ได้ก็ต้องแพ้มาตุคาม ( หญิง ) แน่นอน ?  หลวงปู่จาม  สำนึกในคำสอนของหลวงปู่ขาว ไว้เสมอ  ซึ่งแต่ละแห่งที่ไปจำพรรษาอยู่หรือไปพักอยู่นาน ๆ ก็จะพบผู้หญิงมาชอบเสมอมา  เว้นแต่ที่ช่อแล  ไม่มีผู้หญิงมาชอบ  จึงบำเพ็ญอยู่ที่นั้นนานมากกว่าที่อื่น  นอกจากที่นี่แล้ว  เกือบทุกแห่งที่ไปพักแม้ไปปักกลดภาวนาอยู่ระยะสั้นก็พบผู้หญิงมาชอบ  จนกระทั้งอายุ  ๖๐  ปี  จึงไม่มีผู้หญิงมายุ่งเกี่ยวในเชิงชู้สาวอีกเลย  หลวงปู่จาม  จึงมักเตือนพระหนุ่ม ๆ  เสมอ  ในเรื่องผู้หญิง ( แม่หญิง )  ให้ระวังเป็นอันดับแรก  ต่อไปก็เรื่องเงิน และอวดอุตริ หลวงปู่จาม  กับ พระอาจารย์น้อย  สุภโร  ไปฟังธรรมจากหลวงปู่ขาว  ซึ่งท่านแสดงสติปัฏฐานสี่ให้ฟังอย่างละเอียดลึกซึ้งกินใจมาก พระอาจารย์น้อย  องค์นี้รุ่นราวคราวเดียวกับ  ท่านพ่อลี  (วัดอโศการาม)  ซึ่งเป็นศิษย์รุ่นใหญ่ของหลวงปู่มั่น  ภูริทัตโต  และต่อมาท่านพระอาจารย์น้อยได้มรณะภาพ ที่ถ้ำพระสบาย  ในปี  ๒๕๐๐  ( พระอาจารย์น้อย   เป็นคนบ้านผักบุ้ง อ.บ้านผือ  จ.อุดรธานี  รูปถ่ายในหนังสือบูรพาจารย์  หน้า  ๑๔๒  มี ๕ องค์  รูปแรกที่ระบุว่าไม่ทราบชื่อ  นั้นคือ  พระอาจารย์น้อย ) หลวงปู่จามได้ศึกษาธรรมะกับหลวงปู่ขาว อยู่เสนาสนะป่าบ้านป่าเต้ง  อ.พร้าว  จ.เชียงใหม่  โดยอยู่กับหลวงปู่แหวน และหลวงปู่ชอบ  ด้วยที่นั่น ต่อมา  หลวงปู่จามได้ทราบข่าวว่าหลวงปู่มั่น อยู่อีสาน  ที่บ้านหนองผือนาใน  จึงได้กราบเรียน  หลวงปู่แหวน  หลวงปู่ชอบได้ทราบ  หลังจากนั้นจึงเดินทางจากเชียงใหม่เพื่อมุ่งไปอีสาน  บ้านหนองผือ  ต.นาใน  อ.พรรณานิคม  จ.สกลนคร  โดยเดินทางเลาะมาทางหนองคายและเดินทางต่อไป บ้านหนองผือ  นาใน กราบหลวงปู่มั่น  ที่บ้านหนองผือ  ต.นาใน  อ.พรรณานิคม

         ในปี  ๒๔๘๙  หลวงปู่จามไปพักที่วัดบ้านนาในกับหลวงปู่หลุย  จนฺทสาโร ต่อจากนั้นหลวงปู่หลุยจึงพาหลวงปู่จามเข้ากราบหลวงปู่มั่น  ซึ่งพักอยู่บ้านหนองผือนาใน  แล้วกราบเรียนหลวงปู่มั่นว่า  ? สามเณรจาม  ตอนนี้บวชเป็นพระแล้วครับกระผม ?  หลวงปู่มั่นกล่าวว่า  ? บวชแล้ว  เพราะท่านมีนิสัยนักบวช ?  หลวงปู่มั่นจึงให้โอวาทแก่หลวงปู่จามว่า ?เมื่อก้าวมาสู่หนทางแห่งความดี  ต้องเดินหน้าสู้ทน  ตายเป็นว่า (ตายเป็นตาย ) อยู่เป็นว่า (อยู่เป็นอยู่ )  เหตุเพราะทางอื่นนั้นปราศจากความร่มเย็น  ไม่เป็นความสุข  อันนี้ความดีจะเป็นผลของตน  ผู้เดินอยู่ในทางนี้ได้ตลอดไปนั้น  จิตใจก็อยู่ใกล้ธรรมอยู่กับธรรมะไม่ละทิ้งความดี  ตนก็จะเป็นผู้ราบรื่น  ร่มเย็น  ผาสุกอยู่ได้ในปฏิปทาแห่งตน ? เมื่อให้ธรรมะจบ  หลวงปู่มั่นถามว่า  ?เข้าใจไหม  จำไว้ให้ดี ?  เมื่อลากลับไปที่วัดบ้านนาใน  หลวงปู่จาม  ซาบซึ้งในคำสอนนี้ ด้วยความปีติสุขใจยิ่ง  พยายามทบทวนเพื่อให้จำไว้ให้ขึ้นใจ  จะได้ไม่ลืม เพราะถือว่าคำสอนนี้เป็นกุญแจสำคัญแห่งชีวิตนี้      ต่อมาหลวงปู่จาม ได้มีโอกาสฟังธรรมจากหลวงปู่มั่นในวาระสำคัญหลายครั้ง โดยที่หลวงปู่จาม ได้ อธิฐานจิตถามหลวงปู่มั่นล่วงหน้าไว้ทั้ง ๔ ครั้ง ปรากฏว่าหลวงปู่มั่นทราบ ได้ด้วยญาณทัศนะและเทศนาในเรื่องที่หลวงปู่จามต้องการทราบทุกครั้ง

         ครั้งที่ ๑  หลวงปู่จามมีความสงสัยว่า ? คนที่ได้ธรรมะเป็นอย่างไร   ทำไมถึงได้ธรรมะปฏิบัติอย่างไร ?  จึงอธิษฐานถามหลวงปู่มั่น   คืนวันนั้น หลวงปู่มั่นยก หิริ โอตฺตปฺป? ขึ้นมาเป็นหัวข้อแสดงพระธรรมเทศนา พระสงฆ์ที่พักอย่าตามสถานที่ต่างๆ จะมารวมกันฟังธรรมเสมอ เมื่อหลวงปู่มั่น เทศนาจบลงก็หันหน้ามามองไปที่หลวงปู่จาม แล้วถามเป็นเชิงปรารภว่า ?เป็นอย่างไรท่านจาม ผู้ได้ธรรมเป็นอย่างนี้ เข้าใจไหม? หลวงปู่จามตอบว่า?เข้าใจครับกระผม?  บรรดาพระสงฆ์ที่นั่งฟังก็หันมามองหลวงปู่จามก้นทั้งหมด เมื่อหลวงปู่จามมกลับไปที่พัก ก็รีบนั่งภาวนาเพื่อทบทวนคำสอนของหลวงปู่มั่น เพื่อให้จำได้อย่างขึ้นใจ

         ครั้งที่ ๒   หลวงปู่จามอยากรู้เรื่อง ?พระธรรมวินัยว่า ธรรมอย่างหยาบ ธรรมอย่างกลาง ธรรมอย่างละเอียด เป็นอย่างไร? จึงได้กำหนดจิต อธิษฐานถามหลวงปู่มั่น และหลวงปู่จาม ก็คิดนึกในใจต่อ ไปว่า ? อยากรู้ถึงปฏิปทาภพชาติของตนเองด้วย ?  ในคืนนั้นหลวงปู่มั่น ได้เทศนา โดยยกหัวข้อธรรมขึ้นว่า ? หีนา  ธมฺมา มชฺฌิมา ธมฺมา ปณีตา ธมฺมา ?   แล้วอธิบายธรรมและวินัยควบคู่กันไปให้รู้เข้าใจกระจ่าง และ ได้แจกแจงโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ   ตั้งแต่หัวค่ำจนถึงเที่ยงคืนพอดี ต่อจากนั้นหลวงปู่มั่นก็เทศนาต่อไปว่า  
         ? ให้ตั้งใจเจริญพุทธคุณ  ตามรอยบาทของพระพุทธเจ้า ถือด้วยใจ ปฏิบัติด้วยใจ เจริญพุทธเนตฺติ   ด้วยการประพฤติเพื่อความหนักแน่นในธรรม    ผู้ถึงพระพุทธเจ้าด้วยหัวใจ  เท่านั้นที่เป็นผู้ทรงธรรม ทรงวินัยอยู่ได้?? เมื่อเทศน์จบหลวงปู่มั่น  ก็หันมาถามอีกว่า ? ท่านจามเข้าใจไหม  ที่ต้องการรู้นะ  จำไว้ให้ดี ?

         ครั้งที่ ๓   หลวงปู่จามอยากรู้เรื่องพระอภิธรรม  จึงอธิษฐานจิตถามไว้  พอตอนกลางคืน  หลวงปู่มั่นก็เทศนาเริ่มต้นที่มูลกัจจายนะ  ตรงตามที่หลวงปู่จาม  ตั้งอธิฐานไว้

         ครั้งที่ ๔     หลวงปู่  เกิดข้อสงสัยว่าเราเองก็ทำความเพียร  อย่างจริงจังมาก  แต่ไม่ค่อยได้ผลดีตามที่ปรารถนา  พระองค์อื่นก็คงเป็นเช่นเดียวกันกับเราเองก็คงมีอีก  ไม่น้อยจึงอธิษฐานจิตถามไว้ล่วงหน้า  เมื่อหลวงปู่มั่น  ได้เทศนากัณฑ์แรกจบไป  ก็เทศนาเตือนสติในตอนท้ายว่า  ? เอาจริงเอาจังเกินไป  หรือขวนขวายพยายามพากเพียรมากไปแต่ขาดปัญญา  ก็เป็นเหตุ  ให้ใจดิ้นรนอยากได้  อยากเป็น  อยากเห็น  อยากสำเร็จ  อยากบรรลุธรรม   โลโภ  ธมฺมานํ  ปริปนฺโถ  ความอยากของตนจึงเป็นอุปสรรคของตน   จึงให้ดูใจดูตนของตนด้วยสติปัญญา ?  เมื่อเทศน์จบหลวงปู่มั่นก็หันหน้ามาทางหลวงปู่จาม  แล้วถามว่า  ? เป็นอย่างไรท่านจาม  ความโลภเป็นอย่างนี้ เข้าใจไหม ?  หลวงปู่จาม ตอบอย่างเคารพและเกรงกลัวเป็นที่สุดว่า  ? เข้าใจซาบซึ้งเป็นที่สุดครับกระผม?

     พ.ศ. ๒๔๙๑   อายุ  ๓๘  ปี  ( พรรษาที่ ๑๐ )  พบ  ครูบาไชยา ( ใจยา )   หลวงปู่จามจำพรรษา กับหลวงปู่สิมที่ถ้ำผาพั้วะ  ใกล้บ้านห้วยอีลิง  เขตอำเภอจอมทอง  ได้หาโอกาสไปกราบและศึกษาธรรมะกับ ครูบาไชยา (ใจยา)  พระเกจิอาจารย์ชื่อดังที่จอมทอง สมัยนั้น  ซึ่งท่านเป็นลูกศิษย์ของครูบาศรีวิชัย  เมื่อออกพรรษา  ก็ลงจากถ้ำผาพั้วะ  ส่วนหลวงปู่สิม  ขอแยกไปตั้งวัดป่าสันติธรรม

พ.ศ. ๒๔๙๒   อายุ  ๓๙  ปี  ( พรรษาที่ ๑๑ )  ถูกยิงด้วยปืนลูกซอง   หลวงปู่จาม  จำพรรษาที่สวนลำไย ระหว่างบ้านท่ากานและบ้านทุ่งเสี้ยว  เขตอำเภอสันป่าตอง  จ.เชียงใหม่   ซึ่งเป็นส่วนลำไยของพ่อน้อยมา  ในพรรษานี้  หลวงปู่จาม เริ่มเทศนาเปิดธรรมะพิศดารให้ญาติโยมฟังมากขึ้น เมื่อออกพรรษาแล้ว  หลวงปู่จามได้ไปพักภาวนาอยู่ในป่าอยู่กลางทุ่ง  ถูกชาวบ้านชื่อนายดวง  ซึ่งเป็นนักเลงโตแถบนั้น  เป็นหลานกำนันซึ่งไม่เคยศรัทธาพระ  นายดวงต้องการทดลองพระธุดงค์กรรมฐานที่แปลกหน้ามา  นายดวงจึงยิงหลวงปู่จามด้วยปืนลูกซอง  ยิงออกเสียงดังแต่กระสุนไม่ถูก  จึงพูดกับลุงกำนันว่า ? พระองค์นี้ศักดิ์สิทธิ์ดี จริง ๆ  ข้า ฯ  ไปยิงมาเมื่อกี้นี่  ไม่เห็นเป็นอะไรเลย ?

         หลวงปู่จามได้ธุดงค์ต่อไป  มุ่งไปสะเมิง  ได้พบกับหลวงปู่ชอบ  หลวงปู่ชอบจึงชวนหลวงปู่จามธุดงค์ไปดอยอินทนนท์  ต่อจากนั้นหลวงปู่ชอบได้ชวนหลวงปู่จามให้ไปบำเพ็ญภาวนาที่พระธาตุองค์หนึ่ง  เจดีย์เก่าแก่  ตั้งอยู่กลางป่าบนเทือกเขา  หลวงปู่ชอบบอกว่า ได้เคยไปมาก่อนแล้ว  ท่านว่า ? เป็นสถานที่  ศักดิ์สิทธิ์เละเคยเป็นบริเวณรุ่งเรืองมาก่อน ?
      พ.ศ. ๒๔๙๕  อายุ  ๔๒  ปี  อ่านพระไตรปิฏก  ๓  รอบ   หลวงปู่จามเดินธุดงค์ต่อไป  มุ่งไปพระธาตุจอมกิตติ  อ.เชียงแสน  จ.เชียงราย    ไปภาวนาหลายแห่ง  เช่น  วัดพระธาตุจอมกิตติ  วัดป่าสัก  วัดเก่าแก่หลายแห่งในเขตอำเภอเชียงแสน  สมัยนั้นมักเป็นวัดร้าง  หลวงปู่จามเล่าว่า  ภาวนาแถบนี้ได้รับผลดีมีความเจริญก้าวหน้าในด้านจิตใจ  และภาวนาได้ทราบว่าที่ท่านเป็นผู้หนึ่งในอดีตชาติที่ร่วมก่อสร้างพระธาตุจอมกิตติ เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุพุทธเจ้าในสมัยยุคเชียงแสน  หลวงปู่จามได้ธุดงค์วกกลับไปลำปาง  ไปพักอยู่ในป่าช้าแห่งหนึ่ง  และได้เทศนาสั่งสอนพระสงฆ์สามเณรฝ่ายมหานิกายและคณะญาติโยม  เพื่อให้ได้สัมมาปฏิบัติ หลวงปู่จามพักอยู่ที่นั้นเป็นระยะเวลานานพอสมควร  จนเป็นที่ทราบถึงพระเณรและคณะศรัทธาญาติโยมจากอำเภอต่าง ๆ  ใกล้เคียงได้เดินทางมาฟังธรรมอยู่เป็นประจำหลวงปู่จามเล่าว่า  อานิสงส์ของการเทศน์สั่งสอนพระสงฆ์สามเณรและญาติโยมคราวนั้นได้ปรากฏนิมิต  ขณะเทศนานั้นปรากฏเป็นภาพฝนตกมาจากท้องฟ้าเป็นแสงระยิบระยับเหมือนเพชรพลอยตกลงมา  โปรยลงมาเฉพาะบริเวณที่เทศนาในป่าช้านั้นตลอดเวลาที่เทศนาอบรม  เหนือพระสงฆ์สามเณรและญาติโยมที่มาฟังธรรมตอนนั้น  หลวงปู่จามให้เหตุผลว่า ? ผู้เทศน์ได้อานิสงส์  ผู้ฟังได้อานิสงส์  ตลอดจนได้รับความรู้ฉลาดในเชิงอรรถภูมิธรรม ? ในปีนั้นได้จำพรรษาที่วัดเชตวัน  อ.เมือง  จ.ลำปาง  โดยหลวงปู่จามได้อธิฐานจะอ่านพระไตรปิฏกให้จบทุกเล่มในพรรษานี้  ปรากฏว่าท่านได้จบถึง  ๓  รอบ  มุมานะทั้งกลางวัน  กลางคืน เมื่อออกพรรษาแล้วได้เดินธุดงค์ไปลำพูน  เดินธุดงค์ผ่านเข้าเชียงใหม่  ไปบ้านช่อแล  ไปวัดหลวงปู่ตื้อ  ไปโรงธรรมสามัคคี  (อยู่แทนหลวงปู่สิม ๑ พรรษา)

     พ.ศ. ๒๔๙๙   อายุ  ๔๖ ปี  พรรษาที่  ๑๗  ถ้ำพระสบาย   ที่ถ้ำพระสบาย  อ.แม่ทะ  จ.ลำปาง  ท่านพ่อลี  ธมฺมธโร วัดอโศการาม  ขณะสมณศักดิ์เป็นพระครูสุทธิธัมมาจารย์ได้นำคณะญาติโยมจัดสร้างเจดีย์เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ในถ้ำพระสบายโดยมีเจ้าแม่สุข  ณ ลำปาง แม่เลี้ยงเต่า  จันทรวิโรจน์  แม่เหรียญ  กิ่งเทียน  เป็นเจ้าศรัทธาใหญ่ตามคำปรารภของท่านพ่อลี  ให้จัดสร้างและทำพิธีเจริญพระพุทธมนต์  และด้วยจิตอธิฐานของท่านพ่อลี  ได้เกิดต้นโพธิ์ขึ้นเอง  ๓  ต้นบริเวณหน้าถ้ำพระสบาย เมื่อสร้างเจดีย์เสร็จ  ท่านพ่อลีได้นิมนต์  หลวงปู่ตื้อ  อจลธมฺโม  หลวงปู่จาม  มหาปุญฺโญ  หลวงปู่แว่น  ธนปาโล  พระอาจารย์น้อย  สุภโร  ไปทำพิธีเจริญพระพุทธมนต์  โดยต่างองค์ก็ต่างสวดบทมนต์ตามถนัดตั้งแต่หัวค่ำจนถึงตีสี่จึงจบเสร็จพิธี  พิธีที่แปลก  แต่ละองค์จะมีพานไว้ข้างหน้าเพื่อเสี่ยงทายบารมี และจะนั่งอยู่องค์ละทิศของเจดีย์  หลวงปู่แว่น  ธนปาโล  นั่งอยู่หน้าถ้ำ  จึงอธิษฐานว่าถ้าพระธาตุเสด็จมาในพานของใครมากน้อยก็แสดงว่าผู้นั้นได้ทำประโยชน์แก่พระพุทธศาสนามากน้อยตามปริมาณที่พระธาตุเสด็จมา  แต่ละองค์ก็สวดบทมนต์ที่ตนถนัดหรือจำมาได้  ตลอดเวลารวมทั้งสวดปาฏิโมกข์  เมื่อสวดถึงประมาณตีสี่  ปรากฏว่าเสียงตกกราวลงมาคล้ายกระจกแตก  จึงให้สัญญาณหยุดสวดเจริญพระพุทธมนต์  แล้วจึงได้ตรวจดูในพานของแต่ละท่านที่วางอยู่หน้าที่นั่งปรากฏว่าในพานของท่านพ่อลี มีพระธาตุมากที่สุด  รองลงมาก็เป็นของหลวงปู่จาม  ต่อมาก็พระอาจารย์น้อย,หลวงปู่ตื้อและหลวงปู่แว่น ตามลำดับ ในมติคณะสงฆ์ตอนนั้น ได้มอบหมายให้หลวงปู่ตื้อ เป็นผู้วินิจฉัยถึงเหตุผลว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น  เพราะทุกองค์ยอมรับในความสามารถเข้าฌาณของหลวงปู่ตื้อ ว่ามีญาณทัศนะเป็นที่แน่นอน  เมื่อหลวงปู่ตื้อเข้าสมาธิ เล็งญาณดูในอดีต  จึงแจ้งให้คณะสงฆ์ทราบร่วมกันว่า  ท่านพ่อลี  เป็นพระเจ้าอโศกมหาราช   หลวงปู่จาม เป็นกษัตริย์ชื่อ เทวนัมปิยะ  ของประเทศศรีลังกา  พระอาจารย์น้อย  เป็นเสนาอำมาตย์ของกษัตริย์ศรีลังกาองค์นั้น (เทวนัมปิยะ) หลวงปู่ตื้อ เป็นโจรมีเมตตาคนจน  ตั้งปางโจรอยู่แถวถ้ำพระสบาย  ปล้นคนรวยเอาไปช่วยคนจน  หลวงปู่แว่น  เจ้าเมืองลำปางในอดีต ช่วงนั้นท่านพ่อลีได้บอกหลวงปู่จามอีกว่า ?ได้พบสาวกของท่านองค์หนึ่งเป็นเจ้าแห่งผีที่ผานกเค้า (จ.เลย) อย่าลืมไปโปรดเขาด้วย? ต่อมาท่านพ่อลีได้ชวนหลวงปู่จามลงไปกรุงเทพฯ  เพื่อไปสร้างวัดที่นาแม่ขาว ที่สมุทรปราการ ( วัดอโศการาม  ในปัจจุบัน )  แต่หลวงปู่จาม  ออกอุบาย อ้างว่าชอบที่จะหาสถานที่วิเวกต่อไป  

    พ.ศ. ๒๕๐๐   อายุ  ๔๗  ปี  หลวงปู่จามไปภาวนาอยู่เกาะคา  ลำปาง  เป็นที่พักสงฆ์ชั่วคราว ในปีนั้นพระอาจารย์น้อย สุภโร  มรณภาพ  จึงได้ทำพิธีฌาปนกิจที่วัดสำราญนิวาส  อำเภอเกาะคา  จังหวัดลำปาง

    พ.ศ. ๒๕๐๐ - ๒๕๐๑  ห้วยน้ำริน   หลวงปู่จามธุดงค์ไปลำพูน  ไปพักอยู่ตามป่าช้า เพื่อตระเวนเทศนาสั่งสอนพระสงฆ์  สามเณร  ญาติโยมได้พบกับหลวงปู่หลอด  ปโมทิโต  ( วัดใหม่เสนานิคม  กรุงเทพฯ ) จึงธุดงค์ไปด้วยกันเป็นสหธรรมิกกัน  ต่อมาภายหลังเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๙ หลวงปู่หลอดได้มาเยี่ยมหลวงปู่จามที่ห้วยทราย ( วัดป่าวิเวกวัฒนาราม )  ได้พูดกับพระอุปัฏฐากหลวงปู่จามว่า ? ขณะอยู่ลำพูน  หลวงปู่จาม เทศน์เก่งมาก  ผู้ฟังธรรมล้นหลาม ?

    พ.ศ. ๒๕๐๑  ( พรรษาที่ ๒๐ )   อายุ  ๔๙  ปี   จำพรรษาที่วัดเจดีย์หลวง  เชียงใหม่  หลวงปู่จาม  ได้เทศนาอบรมพระสงฆ์  สามเณร  ญาติโยมในด้านการภาวนาในช่วงตอนบ่ายเป็นประจำ

    พ.ศ. ๒๕๐๒ - ๒๕๐๔ ( พรรษาที่ ๒๑ - ๒๓ )  อายุ  ๕๐?๕๒ ปี   โยมแม่ผัน  โยมเลียงพัน  ทิพยมณฑล       ได้นิมนต์หลวงปู่จาม    ไปพักที่โรงบ่มใบยาบ้านแม่แต  อ.สันทราย  จ.เชียงใหม่  ได้สร้างเป็นที่พักสงฆ์ถวายเพื่อจะด้อบรมสั่งสอนธรรมะแก่พระเณรและญาติโยม  มีพระสงฆ์  สามเณร  จำพรรษาอยู่ด้วยหลายองค์  ได้แก่ หลวงปู่บุญหนา  ธมฺมทินโน( วัดโสตถิผล  อ.พรรณานิคม  จ.สกลนคร  ปัจจุบัน )  ได้เคยจำพรรษาอยู่ที่พักสงฆ์โรงงานบ่มใบยา  ๒  พรรษา  กับหลวงปู่จาม หลวงปู่จาม  จำพรรษาอยู่ที่พักสงฆ์โรงบ่มใบยาแห่งนี้  ๓  พรรษา  แต่ระหว่างที่พักอยู่ที่นี้  เมื่อออกพรรษาก็ไปธุดงค์ที่อื่นบ้าง  ไปธุระบ้าง  ตามเหตุอันควร

    พ.ศ. ๒๕๐๕    พรรษาที่ ๒๔  อายุ ๕๓    หลวงปู่จาม  มีกิจนิมนต์ไปกรุงเทพฯ  ได้พบกับ  สมเด็จพระพุทธปาพจนบดี ขณะมีสมณศักดิ์เป็นท่านเจ้าคุณพุทธปาพจนจินดา  ก็ได้สนธนาธรรมตามสมควร  หลวงปู่จาม  ได้ไปสนทนาธรรมกับ  สมเด็จพระมหามุนีวงศ์(สนั่น) หลวงปู่จาม  ชวนท่านออกไปปฏิบัติธรรมในป่าเขา  สมเด็จฯท่านบอกว่าหาอุบายหลายปียังหาช่องทางออกไม่ได้  การสนทนาธรรม  ได้สอบความถูกต้องระหว่างปริยัติกับปฏิบัติ  ทำให้เข้าใจกันได้ดี

         ในปีนั้นมีศิษย์หลวงปู่จามท่านหนึ่งซึ่งได้ไปบวชที่วัดเจดีย์หลวง  จากนั้นจึงได้ไปส่งที่บ้านเกิดที่ลพบุรี  หลวงปู่จาม  จึงถือโอกาสนั้นได้ไปแสวงหาสถานที่ภาวนาแถวลพบุรี  มีหลายแห่ง  หลวงปู่จามได้ไปภาวนาอยู่บนเชิงเขาแห่งหนึ่ง  มีนกเอี้ยงจำนวนมากร้องเสียงดังมาก  ท่านได้นั่งภาวนาและกำหนดจิตดูว่าทำไมนกตัวนี้จึงเสียงดังผิดปกติ  จึงส่งจิตถามหัวหน้านกเอี้ยง  หัวหน้าก็ร้องบอกเจ้านกบริวารว่าอย่าส่งเสียงดังรบกวนพระคุณเจ้ากำลังบำเพ็ญถาวนา  ถ้าหากจะไปหากินหัวหน้าก็จะร้องเสียงดังครั้งเดียวนกเหล่านั้น  ก็จะกระจาย  สลายตัว  ต่างก็บินไปหากินที่อื่นโดยไม่ส่งเสียงดังรบกวนอีกต่อไป หลวงปู่จามได้พักอยู่ระยะหนึ่งก็ลานกเอี้ยงว่าจะกลับไปเชียงใหม่แล้ว  พอวันที่ท่านออก  เดินทางกลับด้วยเท้าพร้อมบริวาร  บรรดานกเอี้ยงก็ร้องให้สัญญาณ   แล้วทุกตัวก็บินมารวมกันเป็นขบวน  อ้อมไปอ้อมมา  นำหน้าท่านบ้างอ้อมมาตามหลังบ้าง  เมื่อเดินทางออกไปได้หลายกิโลเมตร  ประมาณ  ๑  ชั่วโมง  ฝูงนกเอี้ยงที่บินมาร้องดังระงมมาส่งตลอดทางนั้น  ก็บินวนแล้วก็กลับไป

     พ.ศ. ๒๕๐๖  อายุ  ๕๔  ปี  กลับเยี่ยมบ้านครั้

หน้า: [1]