ยินดีต้อนรับแขกผู้มาเยือน กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
 
Please Login!

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - golfkhambok

หน้า: [1] 2
1
http://www.facebook.com/gappaguitarrock?hc_location=timeline    ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคร้าบ  กด like  [{-11-}] ให้ผมหน่อยนะ

2
M C ห้วยทราย Classic


ขอเชิญร่วมงาน ห้วยทรายคลาสสิคไบ์ วันที่ 7-8 พฤษภาคม 54
ขอเชิญชาว คลาสสิก และบิ๊กไบค์ ทุกท่าน เข้าสู่งาน ห้วยทราย classic bike
โครงการ สองล้อร่วมใจ ทำดีเพื่อสังคม ครั้งที่ 1
ณ ริมห้วยทราย บ้าน ห้วยทราย ตำบล คำชะอี อำเภอ คำชะอี จังหวัด มุกดาหาร
 
วัตถุประสงค์ในการจัดงาน
-เพื่อหางบประมาณ ช่วยเหลือ เด็กยากจน คนพิการ และคนชรา
-เพื่อหาทุนการศึกษาให้กับนักเรียนที่ยังคาดแคลน

วันที่7 พฤษภาคม 2554
08.00 น เริ่มลงเริ่มลงทะเบียน
15.00 น รับประกวดรถ ประเภทต่างๆ
ล้อเล็กเดิม - สวยงาม
ครอบครัวถังรวมเดิม-สวยงาม
ครอบครัวถังแยกเดิม - สวยงาม
ไฟต่ำเดิม-สวยงาม
ผู้ชายเดิม-สวยงาม
400 CC. ขึ้นไป
ความคิดสร้างสรรค์
มาก่อน มาเยอะ มาไกล 100 ขึ้นไx
19.00 น ประธานกล่าวเปิดพิธ๊
20.00 น ร่วมสนุกบนเวที กับดนตรีสุดมัน จัดเต็มคับ
21.00 น ประกวดมีส
24.00 น แยกย้ายกับที่พัก
 
วันที่8 พฤษภาคม 54
08.00 น ถ่ายภาพร่วมกัน
 
ติดต่อสอบถาม
 
082-8440964 โด๊ก มิ๊กกี้เม้าส์ 042 -663149 ต้า มิ๊กกี้เม้าส์
082-8383149 ออย มิ๊กกี้เม้าส์ 084-9345837 นิว มิ๊กกี้เม้าส์
 
ติดต่อจองบู๊ธ 085-0015377 ไก่ช้างน้าว

3






  พอดี

ไปเจอมา

4
บุญของมันแต้ๆเจ้า

5
เอาแผ่นใส่แล้วเลือกบูตจากแผ่นครับ รับรองไม่ขึ้นเซฟโหมดแน่นอน
ทำยังไงอ่ะครับ รู้สึกว่าจะต้อง F..... อะไรซักอย่างนี่แหละใช่มั้ยครับ ต้องกดช่วงไหนเหรอครับ ใช่ตอนที่อยุ่ที่หน้า LOGO windows หรือเปล่าครับ
ไม่ใช่ครับ
ถ้า F ก็น่าจะ F 12 หรือไม่ก็ F 8 ครับ กดตั้งแต่ตอนเริ่มระบบเลยครับ
อ่อ ครับ ขอบคุณมากครับที่ชี้แนะแนวทางให้จะลองทำดู  หรือ เอ...จะเป็นกด delete ป่าวหว่า
ว่าแต่...มีวิธีอื่นอีกมั้ยครับ ถ้าเกิดวิธีนี้ไม่ได้ผล

F11  ด้วยคร้าบ

6
โด   ไม่ต้องกด
เร    ชี้,นาง
มี     ชี้,กลาง
ฟา   ชี้
ซอล ไม่ต้องกด
ลา    ชี้,กลาง
ซี     กลาง
โดํ   ไม่ต้องกด
เรํ    ชี้
มี     ไม่ต้องกด
ฟา   ชี้
ซอลํ ไม่ต้องกด
*อยู่ที่ปากกับลม
แฟลต ชาร์ปด้วยป่าวครับ?


ขอบตุณมากๆนะคร้าบ

อุตสาหามาตั้งนาน

7
 โด กับ ซอลก็ไม่ต้องกด แต่เปลี่ยนปากเอา (ถ้าจำไม่ผิดนะ)
ส่วน เร กดสองนิ้วนอก อะไรแบบนี้อ่ะ (จำถูกหรือเปล่าก็ไม่รู้ หัดเล่นทรัมเป็ตอยู่คร้าบ)
มี กับ ลา   กดปิด 2 ตัวหน้า เปิดท้ายตัวเดียว
ถูกปะคร้าบ

8
สภากาแฟ / 10 บุคคลที่รวยที่สุดในโลก
« เมื่อ: 30 พฤษภาคม 2010, 23:00:40 »

ล่าสุดนิตยสาร Forbes Magazine ได้มีการจัดอันดับ บุคคลที่รวยที่สุดในโลกใหม่แล้ว
 
ปรับปรุงล่าสุดเดือน มีนาคม 2010 คนที่รวยที่สุดล่าสุดตอนนี้ คือ นาย Carlos Slim Hel ชาว Mexico โดย Bill Gates ตกไปอยู่อันดับ 2 แทน สำหรับอันดับคนรวยที่สุดในโลกโฉมใหม่เป็นดังนี้

1. Carlos Slim Helu [Mexico]
$53.5 bil (UP $18.5 bil) Age:70
ตำแหน่ง Chairman and CEO, Telmex, Telcel and Am?rica M?vil เป็นผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมที่รวยที่สุดในโลกหลังจากรวมกิจการเข้ากับ Am??rica M??vil ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ทางเกี่ยวกับมือถือของ Latin America

2. Bill Gates [United States]
$53 bil (UP $13 bil) Age: 54
ตำแหน่ง Chairman of Microsoft เป็นที่รู้จักกันดีในนามของเจ้าของบริษัทซอฟต์แวร์ใหญ่ที่สุดอย่างไมโคร ซอฟต์ และได้ถูกขนานนามว่าเป็นผู้ที่ใจบุญที่สุดในโลก โดย Bill & Melinda Gates Foundation ได้ทุ่มทุนถึง $800 million ในการวิจัยผลิตวัคซีนเพื่อส่งไปช่วยเหลือประเทศที่ยากจนต่างๆ

3. Warren Buffett [United States]
$47 bil (UP $10 bil) Age: 79
ตำแหน่ง Chairman & CEO บริษท Berkshire Hathaway ซึ่งเมื่อปีที่ผ่านมาหุ้นบริษัท Berkshire Hathaway ขึ้นถึง 70% ส่งผลให้กิจการเติบโตอย่างมาก

4. Mukesh Ambani [India]
$29 bil (UP $9.5 bil) Age: 52
ตำแหน่ง Chairman & Managing Director of Reliance Industries เมื่อเร็วๆนี้หุ้นในส่วนอุตสาหกรรมน้ำมันในแคนาดาเพิ่มขึ้นถึง 65% ทำให้เข้าได้กำไรเพิ่มขึ้นถึง $2 billion และยังเสนอเงินอีก $14.5 billion เพื่อซื้อกิจกรรมปิโตรเคมีจาก LyondellBasell

5. Lakshmi Mittal [India]
$28.7 bil (UP $9.4 bil) Age: 59
ตำแหน่ง Chairman และ CEO ของบริษัท ArcelorMittal ซึ่งเป็นบริษัทเหล็กยักษ์ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยเมื่อปีที่ผ่านมาหุ้นของบริษัท ArcelorMittal เพิ่มขึ้นถึง 34% ทำให้ได้กำไรอย่างมาก เขายังเสนอขอซื้อบริษัทเหล็กอีก 2 แห่งในอินเดีย ซึ่งไม่ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาล

6. Larry Ellison [United States]
$28 bil (UP $5.5 bil) Age: 65
ตำแหน่ง Co-founder and CEO ของบริษัท Oracle Corporation ซึ่งใน 5 ปีที่ผ่านมาได้ซื้อบริษัทต่างๆถึง 57 บริษัท และที่เป็นข่าวฮือฮาเมื่อบริษัท oracle ได้ซื้อกิจการบริษัท Sun Microsystems เมื่อประมาณเมษายน 2009 ในราคา $7.4 billion

7. Bernard Arnault [France]
$27.5 bil (UP $11 bil) Age: 61
ตำแหน่ง Chairman & CEO ของบริษัท LVMH และ Chairman ของบริษัท Christian Dior SA ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิตสินค้ายี่ห้อดังร่วม 50 brands รวมถึง Louis Vuitton, Dior, etc และยังเป็นเจ้าของบริษัททัวร์ โรงแรม ท่องเที่ยวอีกมากมาย
รวมถึงยังเป็นหุ้นส่วนในบริษัท Carrefour

8. Eike Batista [Brazil]
$27 bil (UP $19.5 bil) Age:53
เจ้าของกิจการและผู้เชี่ยวชาญทางด้านโลหะกรรม ซึ่งมีการลงทุนไว้หลายพื้นที่ในแต่ละประเทศโดยเฉพาะเหมืองแร่และน้ำมัน

9. Amancio Ortega [Spain]
$25 bil (UP $6.7 bil) Age:74
เจ้าของกิจการธุรกิจแฟชั่นของสเปนที่มีสาขาถึง 4,500 สาขาใน 73 ประเทศ

10. Karl Albrecht [Germany]
$23.5 bil (UP $2 bil) Age:90
เจ้าของกิจการ Discount Supermarket giant Aldi S??d,ของเยอรมัน และยังมีสาขาอีกประมาณ 1,000 แห่งในสหัฐอเมริกากว่า 29 รัฐ ซึ่งในปีนี้ยังมีแผนการเปิดสาขาที่ New York Cities ด้วย

9
http://www.ziddu.com/download/2865721/NokiaServiceManual1.rar.html

http://www.ziddu.com/download/9319330/NokiaServiceManual2.rar.html


*** ...  คือ    ziddu



Cradit : top_sumeta

ลองดูกันนะคร้าบ
ท่านอาจจะเป็นช่างซ่อมโทรศัพท์โนเกียที่เก่งที่สุุดก้ออาจเป็นได้

10
ตามรอย "หลวงปู่หล้าหรือหลวงปู่หล้าตาทิพย์" แห่งวัดป่าตึง

ชื่อเสียงของหลวงปู่หล้า เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปก็เนื่องด้วยท่านเป็นพระที่ประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในหลักศีลธรรมอันงดงาม หลวงปู่หล้าท่านได้รับสมญานามจากศรัทธาญาติโยมว่ามีญาณวิเศษที่สามารถล่วงรู้เหตุการณ์ข้างหน้าได้ จนชาวบ้านทั่วไปเรียกท่านว่า "หลวงปู่หล้าตาทิพย์"

        ในบรรดาพระเกจิชื่อดังของเชียงใหม่ นอกจากครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา หลวงปู่แหวน สุจิณโณ แห่งวัดดอยแม่ปั๋งแล้ว ชื่อของหลวงปู่หล้าวัดป่าตึง น่าจะถูกรวมอยู่ในบรรดาพระเกจิผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบด้วย

          หลวงปู่หล้าท่านได้รับสมญานามจากศรัทธาญาติโยมว่ามีญาณวิเศษที่สามารถล่วงรู้เหตุการณ์ข้างหน้าได้ จนชาวบ้านทั่วไปเรียกท่านว่า "หลวงปู่หล้าตาทิพย์"

         หลวงปู่หล้า (พระครูจันทสมานคุณ) ท่านเกิดในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5 ซึ่งอยู่ในช่วงผลัดเปลี่ยนเจ้าผู้ครงนครเชียงใหม่สมัยของเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 7 (พ.ศ. 2426-2439) กับเจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 8 (พ.ศ. 2442-2452) หลวงปู่หล้าเกิดเมื่อวันพฤหัสบดี ขึ้น 7 ค่ำเดือน 11 ตรงกับวันที่ 22 กันยายน 2441 ที่บ้านปง ตำบลออนใต้ อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ โยมพ่อชื่อ นายเงิน โยมแม่ชื่อ นางแก้ว นามสกุล บุญมาคำ เหตุที่มีนามสกุลนี้ หลวงปู่หล้าเล่าว่า "เพราะพ่ออุ้ย(ปู่) ชื่อบุญมา แม่อุ้ย(ย่า) ชื่อคำ เมื่อมีการตั้งนามสกุล กำนันจึงตั้งให้เป็น บุญมาคำ " หลวงปู่หล้าเป็นบุตรคนสุดท้องของครอบครัวจากจำนวนพี่น้อง 4 คน เมื่ออายุได้ 1 ขวบ ต้องกำพร้าพ่อ โยมแม่จึงได้เลี้ยงดูลูกทั้งหมดเพียงลำพัง หลวงปู่หล้าเล่าให้ฟังว่า "การเลี้ยงลูกสมัยก่อน ต้องช่วยกันทำงาน ช่วยเลี้ยงวัว หากใครทำผิดก็จะถูกเฆี่ยน ทำพลาดก็ถูกเอ็ด"

        เมื่อหลวงปู่หล้าอายุได้ 8 ขวบ โยมแม่ก็นำไปฝากกับครูบาปินตา เจ้าอาวาสวัดป่าตึงให้เป็นเด็กวัด หลวงปู่หล้าจึงได้มีโอกาสเรียนหนังสือเป็นครั้งแรกกับครูบาอินตา ซึ่งสมัยนั้นจะเรียนหนังสือพื้นเมือง จนอายุได้ 11 ขวบก็ได้บวชเป็นสามเณรในช่วงเข้ารุกขมูล เข้ากรรมอยู่ในป่า การเข้ากรรม หรือ อยู่กรรม เรียกว่า ประเพณีเข้าโสสานกรรมซึ่งเป็นประเพณีที่สำคัญอย่างหนึ่งของพระพุทธศาสนาที่ถือพระสงฆ์จะต้องถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ซึ่งมักจะกระทำกันในบริเวณป่าช้าที่อยู่นอกวัด พระสงฆ์และผู้ที่เข้าบำเพ็ญโสสานกรรมจะต้องถือปฏิบัติเคร่งครัดเพื่อต้องการบรรเทากิเลสตัณหา

          โดยเรียนกับพระอุ่นซึ่งเคยไปจำพรรษาที่วัดอู่ทรายคำในเมืองเชียงใหม่ และเรียนหนังสือไทยที่โรงเรียนประจำมณฑลพายัพ ปัจจุบันคือโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย แต่ครูบาปินตาไม่สนับสนุนให้พระเณรเรียนหนังสือไทย ในที่สุดพระอุ่นจึงต้องเลิกสอน หลวงปู่หล้าศึกษาเล่าเรียนทั้งอักขรวิธีและธรรมปฏิบัติกับครูบาปินตาเรื่อยมาจนกระทั่งอายุได้ 18 ปี จึงเดินทางเข้าไปจำพรรษาอยู่ในเมืองเชียงใหม่ เพื่อเรียนนักธรรมที่วัดเชตุพน หลวงปู่หล้าเรียนนักธรรมที่วัดเชตุพนเพียง 1 ปียังไม่ทันสำเร็จก็ต้องเดินทางกลับวัดป่าตึง เพื่อปรนนิบัติครูบาปินตาที่ชราภาพ หลวงปู่หล้าอยู่ปรนนิบัติครูบาปินตาจนกระทั่งล่วงเข้าปี พ.ศ. 2467 ครูบาปินตาก็มรณภาพด้วยวัย 74 ปีซึ่งขณะนั้นหลวงปู่หล้าอายุ 27 ปีเท่านั้น หลวงปู่หล้ารับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดป่าตึงต่อจากครูบาปินตา เมื่อปี พ.ศ. 2467 และได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลออนใต้เมื่อปีพ.ศ. 2476

        ปี พ.ศ. 2477 เมื่อครูบาศรีวิชัย ได้สร้างถนนขึ้นสู่ดอยสุเทพ โดยเริ่มสร้างตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2477 จนถึงวันที่ 30 เมษายน 2478 รวมเป็นเวลา 5 เดือนกับ 22 วัน ในครั้งนั้นหลวงปู่หล้าได้เดินทางไปร่วมสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพด้วย หลวงปู่หล้าเล่าถึงความยากลำบากในการสร้างถนนไว้ในหนังสือ ประวัติวัดป่าตึงว่า "การสร้างถนนมีการแบ่งงานกันตามกำลังของคน ผู้คนที่ไปร่วมเป็นชาวบ้านจากวัดป่าตึงทำได้ 5 วาใช้เวลา 14 วันส่วนพวกที่มาจากเมืองพานทำได้ 6 วา"

        จนเมื่อปี 2504 หลวงปู่หล้าได้รับการแต่งตั้งสมณศักดิ์เป็น พระครูจันทสมานคุณ ซึ่งขณะนั้นท่านอายุ 63 ปี

        มีาได้ มีเรื่องเล่าว่าวันหนึ่งฝนตั้งเค้าจะตกหนัก หลวงปู่บอกให้พระเณรรีบออกจากกุฏิ เพราะกุฏิเก่าและทรุดโทรมมากและมีต้นลานขนาดใหญ่อยู่ข้างกุฏฺ ปรากฏว่าวันนั้นฝนตกหนักกิ่งต้นลานก็หักโค่นลงมาทับกุฏิพัง พระเณรที่อยู่ในวัดทุกคนปลอดภัยและพากันสรรเสริญว่าท่านมีตาทิพย์ นอกจากนั้นยังมีเรื่องเล่าอีกว่า เช้าวันหนึ่งเวลาประมาณตี 5 หลวงปู่หล้าให้พระเณรรีบทำความสะอาดวิหารเพราะจะมีแขกมาหาที่วัด ครั้นพอถึงเวลา 6 โมงเช้า พระศรีธรรมนิเทศ เจ้าอาวาสวัดสันป่าข่อยนำญาติโยมมาหา ด้วยเหตุนี้ชาวบ้านจึงพากันเรียกท่านว่า "หลวงปู่หล้าตาทิพย์"

        หลวงปู่หล้าเจริญอายุมาถึง 97 ปีก็ถึงแก่มรณภาพเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2536 ยังความเศร้าสลดใจมาสู่พระสงฆ์ สามเณร ศรัทธาญาติโยมทั่วไป และต่างก็มาเคารพศพตั้งแต่วันที่ท่านมรณภาพ จวบจนปัจจุบันนี้ศพของหลวงปู่หล้าถูกบรรจุไว้ในโลงแก้วที่ประดับประดาด้วยดอกไม้ ตั้งอยู่บนกุฏิไม้สักที่งดงามในวัดป่าตึง

        หลวงปู่หล้าเป็นพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ท่านถือปฏิบัติพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด แม้แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ได้โปรดเกล้าฯพระราชทานน้ำสรง ซึ่งยังความปราบปลื้มปิติยินดีมาสู่ศิษยานุศิษย์

        แม้ว่าหลวงปู่หล้า จะมรณภาพจากไปแล้ว ก็เป็นเพียงการจากไปแต่สรีระร่างกายเท่านั้น ส่วนคุณงามความดีที่ท่านได้สร้างเอาไว้หาได้ดับไป ด้วยคุณงามความดีที่หลวงปู่หล้าได้บำเพ็ญมาก็ดี คุณงามความดีที่ศิษยานุศิษย์ทั้งหลายได้บำเพ็ญมาก็ดีและคณะศรัทธาญาติโยมบำเพ็ญมาก็ดี ขอจงเป็นพลวะปัจจัยให้ดวงวิญญาณของหลวงปู่ได้ประสบสุขในสัมปรายภพนั้นด้วย.

11
ประวัติโดยสังเขป ของพระเดชพระคุณท่าน หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก

พระเดชพระคุณท่าน หลวงปู่เณรคำ มีนามเดิมว่า ?วิรพล สุขผล? ถือกำเนิดที่บ้านทรายมูล ต.ทรายมูล อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2522 เป็นบุตรคนที่ 4 ของคุณพ่อรัตน์ สุขผล และคุณแม่ สุดใจ สุขผล มีพี่น้องทั้งหมด 5 คน เป็นผู้ชายหมด เมื่อองค์หลวงปู่เณรคำบวชเป็นพระภิกษุแล้ว ได้รับฉายาทางพระพุทธศาสนา ว่า ?ฉัตติโก? ?พระอาจารย์ วิรพล ฉัตติโก?

พระเดชพระคุณท่าน หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก ได้มีปฎิปทาตั้งมั่นตามแนวทางคำสอนขององค์สมเด็จ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถึงการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็กอายุ 6 ขวบ ได้มีศรัทธาในการปฏิบัติจิต บำเพ็ญภาวนากรรมฐานมาโดยตลอด ทุกวันพระจะหยุดเรียน และนุ่งขาวห่มขาวเข้าไปถือศีลบำเพ็ญภาวนาในวัด ตั้งแต่เช้าจรดค่ำจะมีอิริยาบถแห่งการปฏิบัติธรรมอยู่ตลอด ไม่มีด่างพร้อย ไม่มีการพลั้งเผลอแม้แต่น้อย ทั้งวันจะเดินจงกรมสลับกับการนั่งภาวนาใต้ร่มไทร ช่วงกลางวันจะไปนอนในป่าช้า ตรงที่เป็นโบกปูนใช้สำหรับเผาผี โดยไม่เคยมีความกลัวหรือหวั่นวิตกอะไร จิตนั้นนิ่งโดยตลอด ทั้งๆ ที่ไม่เคยบำเพ็ญมาก่อนในชาตินี้ ในปัจจุบันชาติเพิ่งจะเริ่มต้น แต่ผลของการปฏิบัติมันก็เกิดขึ้นทันที นี่เป็นสัญญาณบ่งบอก เป็นหมายเหตุบอกถึงความจริงในการบำเพ็ญบารมีของแต่ละคนว่า ?แม้เราบำเพ็ญในชาตินี้หรือว่าชาติไหนๆ ผลของการปฏิบัติบำเพ็ญนั้นมันยังคงอยู่เหมือนเดิม ไม่เสื่อมไปไหน? วัน ธรรมดาก็ไปโรงเรียน พอพักเที่ยงจะไปนั่งสมาธิใต้ร่มไม้ เลิกเรียนจะเข้าไปไหว้พระก่อนกลับจากโรงเรียน และเดินจงกรมกลับบ้านทุกวันเป็นกิจภายใน ที่ไม่มีใครรู้ได้นอกจากตัวเอง

พอเข้าศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษา ท่านคิดอยู่เสมอว่า ?ถ้าเสร็จ จาก ภารกิจทางโลกแล้ว เราจะไม่กลับมา ทางโลกอีก เราคงเคยเกิดมาหลายชาติแล้ว เราคงพอแก่การเกิดได้แล้วในชาตินี้ เห็นอะไรก็เกิดความสลดสังเวชไปหมด จึงเป็นแนวทางทำให้รู้สึกเหมือนกับว่า เรารู้มาก่อน เห็นมาก่อน ตั้งแต่อดีตชาติ เหมือนกับเราจะได้ต่อเติมเส้นทางแห่งการปฏิบัติธรรมการบำเพ็ญเพียรเพื่อให้ หลุดพ้น? เลิกเรียนจึงไปปักกลด นั่งบำเพ็ญภาวนาที่อยู่ที่กระต๊อบกลางน้ำ ที่ปลายนาของโยมพ่อโยมแม่ทุกวัน วันพระจะถือกลดไปโรงเรียนด้วย พอเลิกเรียนจะเข้าไปปักกลดบำเพ็ญภาวนาที่วัด บางครั้งก็ไปปักกลดนั่งบำเพ็ญภาวนา อยู่ที่กระต๊อบกลางน้ำที่ปลายนาของโยมพ่อโยมแม่ทั้งคืนจนสว่าง ปฏิบัติเช่นนี้เป็นกิจวัตร

จากการปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่องมาตลอด จนกระทั่งอายุได้ 13 ขวบ ครั้งหนึ่งขณะนั่งบำเพ็ญภาวนาที่กระต๊อบกลางน้ำนั้น ตัวของท่านลอยขึ้น พอมาเดินจงกรมอยู่บนคันนา ก็เดินเหนือพื้นดินโดยเท้าไม่ได้แตะพื้นดินเลย และอีกครั้งหนึ่งท่านได้นั่งบำเพ็ญภาวนานานติดต่อถึง 5 ชั่วโมง จนถึงเวลาประมาณ ตี 2 จะไปอาบน้ำในบ่อน้ำ พอลุกจากที่นั่งภาวนาตัวเบา???.หวิว เหมือนกับว่าเท้าไม่ได้แตะฝุ่นละอองบนพื้นเลย เดินลงไปในบ่อน้ำก็ไม่จมน้ำ ถือว่าเป็นปรากฏการณ์อันมหัศจรรย์ เกิดกำลังใจ ยิ่งทำให้เร่งความเพียรหนักขึ้น และเป็นหนทางให้ออกบวช

ครั้นอายุได้ 15 ปี ท่านได้ออกบวชเป็นสามเณร ที่วัดภูเขาแก้ว อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีท่านหลวงปู่โชติ อาภัคโค เป็นอุปัชฌาย์ บรรพชาเสร็จแล้ว ได้ไปจำพรรษาที่วัดป่าดอนธาตุ อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ระยะหนึ่ง

จากนั้นเดินทางจาริกธุดงค์ ปักกลดอยู่ถ้ำภูตึก บ้านคุ้มปากมูล อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ขณะนั่งบำเพ็ญภาวนาอยู่ในถ้ำภูตึกนั้น มีงูเหลือมตัวหนึ่งเลื้อยมาพาดขา พาดตักบ้าง บางคืนนอนอยู่ งูเหลือมจะเลื้อยมาขดอยู่บนหน้าอก หนักมาก แต่จิตไม่มีการวิตกกังวลหรือกลัวอันใดเลย เพราะชีวิตนี้บูชาคุณพระพุทธเจ้าแล้ว พระพุทธเจ้าเป็นใหญ่ที่สุด พระธรรมเป็นใหญ่ที่สุด
พระอริยสงฆ์เป็นใหญ่ที่สุด ตอนนั้นคิดแต่ว่า เราต้องทำหน้าที่ให้ถึงพระพุทธเจ้า ทำให้ถึงพระธรรม ทำให้ถึงซึ่งความเป็นพระอริยสงฆ์ ความกลัวทั้งหลายจึงไม่มี และได้บำเพ็ญภาวนาอยู่ในถ้ำภูตึกนั้นคนเดียวนานถึง 3 เดือน

ต่อจากนั้นก็ลงจากถ้ำภูตึกไป และจาริกธุดงค์ไปเรื่อยๆ ปรากฏว่าเริ่มเห็นสิ่งอัศจรรย์เยอะแยะมากมายเกิดขึ้น เช่น สิ่งลี้ลับต่างๆ ที่คนทั่วไปมองไม่เห็น มองเห็นมุมโลกสองมุม คือ มุมมืดและมุมสว่างแห่งการเวียนว่ายตายเกิด มองเห็นสวรรค์ มองเห็นอบายภูมิ ประกอบด้วยนรก เปรตและอสุรกาย และเริ่มออกทำการเผยแผ่หลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างต่อเนื่องมาตลอดจนถึงปัจจุบัน

บรรดาสานุศิษย์ทั้งหลาย ได้ให้การยอมรับและเคารพนับถือพระเดชพระคุณท่าน หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก เป็นอย่างยิ่งว่า เป็นพระสงฆ์สาวก ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตามแนวทางคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่ง




13
1.copy โค้ดคลิปในช่อง Embed

ตัวอย่าง <object width="425" height="344"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/Na3k2EqsNG0&hl=en&fs=1&"></param><param name="allowFullScreen" value="true"></param><param name="allowscriptaccess" value="always"></param><embed src="http://www.youtube.com/v/Na3k2EqsNG0&hl=en&fs=1&" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="425" height="344"></embed></object>

2. พิมพ์คำว่า &autoplay=1  ต่อท้าย ชื่อคลิปของเราก็เรียบร้อยแล้วครับ

<object width="425" height="344"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/Na3k2EqsNG0&hl=en&fs=1&"></param><param name="allowFullScreen" value="true"></param><param name="allowscriptaccess" value="always"></param><embed src="http://www.youtube.com/v/Na3k2EqsNG0&hl=en&fs=1&autoplay=1" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="425" height="344"></embed></object>

 

****พิมพ์ให้ถูกตำแหน่งน่ะครับ
นี้คร้าบของผมเอง   http://RealJikung-17.hi5.com







14
โซนธรรมะ / หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก
« เมื่อ: 07 กุมภาพันธ์ 2010, 10:54:21 »
ประวัติโดยสังเขป ของพระเดชพระคุณท่าน หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก

พระเดชพระคุณท่าน หลวงปู่เณรคำ มีนามเดิมว่า ?วิรพล สุขผล? ถือกำเนิดที่บ้านทรายมูล ต.ทรายมูล อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2522 เป็นบุตรคนที่ 4 ของคุณพ่อรัตน์ สุขผล และคุณแม่ สุดใจ สุขผล มีพี่น้องทั้งหมด 5 คน เป็นผู้ชายหมด เมื่อองค์หลวงปู่เณรคำบวชเป็นพระภิกษุแล้ว ได้รับฉายาทางพระพุทธศาสนา ว่า ?ฉัตติโก? ?พระอาจารย์ วิรพล ฉัตติโก?

    พระเดชพระคุณท่าน หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก ได้มีปฎิปทาตั้งมั่นตามแนวทางคำสอนขององค์สมเด็จ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถึงการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็กอายุ 6 ขวบ ได้มีศรัทธาในการปฏิบัติจิต บำเพ็ญภาวนากรรมฐานมาโดยตลอด ทุกวันพระจะหยุดเรียน และนุ่งขาวห่มขาวเข้าไปถือศีลบำเพ็ญภาวนาในวัด ตั้งแต่เช้าจรดค่ำจะมีอิริยาบถแห่งการปฏิบัติธรรมอยู่ตลอด ไม่มีด่างพร้อย ไม่มีการพลั้งเผลอแม้แต่น้อย ทั้งวันจะเดินจงกรมสลับกับการนั่งภาวนาใต้ร่มไทร ช่วงกลางวันจะไปนอนในป่าช้า ตรงที่เป็นโบกปูนใช้สำหรับเผาผี โดยไม่เคยมีความกลัวหรือหวั่นวิตกอะไร จิตนั้นนิ่งโดยตลอด ทั้งๆ ที่ไม่เคยบำเพ็ญมาก่อนในชาตินี้ ในปัจจุบันชาติเพิ่งจะเริ่มต้น แต่ผลของการปฏิบัติมันก็เกิดขึ้นทันที นี่เป็นสัญญาณบ่งบอก เป็นหมายเหตุบอกถึงความจริงในการบำเพ็ญบารมีของแต่ละคนว่า ?แม้เราบำเพ็ญในชาตินี้หรือว่าชาติไหนๆ ผลของการปฏิบัติบำเพ็ญนั้นมันยังคงอยู่เหมือนเดิม ไม่เสื่อมไปไหน? วัน ธรรมดาก็ไปโรงเรียน พอพักเที่ยงจะไปนั่งสมาธิใต้ร่มไม้ เลิกเรียนจะเข้าไปไหว้พระก่อนกลับจากโรงเรียน และเดินจงกรมกลับบ้านทุกวันเป็นกิจภายใน ที่ไม่มีใครรู้ได้นอกจากตัวเอง
พอเข้าศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษา ท่านคิดอยู่เสมอว่า ?ถ้าเสร็จ จาก ภารกิจทางโลกแล้ว เราจะไม่กลับมา ทางโลกอีก เราคงเคยเกิดมาหลายชาติแล้ว เราคงพอแก่การเกิดได้แล้วในชาตินี้ เห็นอะไรก็เกิดความสลดสังเวชไปหมด จึงเป็นแนวทางทำให้รู้สึกเหมือนกับว่า เรารู้มาก่อน เห็นมาก่อน ตั้งแต่อดีตชาติ เหมือนกับเราจะได้ต่อเติมเส้นทางแห่งการปฏิบัติธรรมการบำเพ็ญเพียรเพื่อให้ หลุดพ้น? เลิกเรียนจึงไปปักกลด นั่งบำเพ็ญภาวนาที่อยู่ที่กระต๊อบกลางน้ำ ที่ปลายนาของโยมพ่อโยมแม่ทุกวัน วันพระจะถือกลดไปโรงเรียนด้วย พอเลิกเรียนจะเข้าไปปักกลดบำเพ็ญภาวนาที่วัด บางครั้งก็ไปปักกลดนั่งบำเพ็ญภาวนา อยู่ที่กระต๊อบกลางน้ำที่ปลายนาของโยมพ่อโยมแม่ทั้งคืนจนสว่าง ปฏิบัติเช่นนี้เป็นกิจวัตร
       จากการปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่องมาตลอด จนกระทั่งอายุได้ 13 ขวบ ครั้งหนึ่งขณะนั่งบำเพ็ญภาวนาที่กระต๊อบกลางน้ำนั้น ตัวของท่านลอยขึ้น พอมาเดินจงกรมอยู่บนคันนา ก็เดินเหนือพื้นดินโดยเท้าไม่ได้แตะพื้นดินเลย และอีกครั้งหนึ่งท่านได้นั่งบำเพ็ญภาวนานานติดต่อถึง 5 ชั่วโมง จนถึงเวลาประมาณ ตี 2 จะไปอาบน้ำในบ่อน้ำ พอลุกจากที่นั่งภาวนาตัวเบา???.หวิว เหมือนกับว่าเท้าไม่ได้แตะฝุ่นละอองบนพื้นเลย เดินลงไปในบ่อน้ำก็ไม่จมน้ำ ถือว่าเป็นปรากฏการณ์อันมหัศจรรย์ เกิดกำลังใจ ยิ่งทำให้เร่งความเพียรหนักขึ้น และเป็นหนทางให้ออกบวช

ครั้นอายุได้ 15 ปี ท่านได้ออกบวชเป็นสามเณร ที่วัดภูเขาแก้ว อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีท่านหลวงปู่โชติ อาภัคโค เป็นอุปัชฌาย์ บรรพชาเสร็จแล้ว ได้ไปจำพรรษาที่วัดป่าดอนธาตุ อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ระยะหนึ่ง

จากนั้นเดินทางจาริกธุดงค์ ปักกลดอยู่ถ้ำภูตึก บ้านคุ้มปากมูล อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ขณะนั่งบำเพ็ญภาวนาอยู่ในถ้ำภูตึกนั้น มีงูเหลือมตัวหนึ่งเลื้อยมาพาดขา พาดตักบ้าง บางคืนนอนอยู่ งูเหลือมจะเลื้อยมาขดอยู่บนหน้าอก หนักมาก แต่จิตไม่มีการวิตกกังวลหรือกลัวอันใดเลย เพราะชีวิตนี้บูชาคุณพระพุทธเจ้าแล้ว พระพุทธเจ้าเป็นใหญ่ที่สุด พระธรรมเป็นใหญ่ที่สุด
พระอริยสงฆ์เป็นใหญ่ที่สุด ตอนนั้นคิดแต่ว่า เราต้องทำหน้าที่ให้ถึงพระพุทธเจ้า ทำให้ถึงพระธรรม ทำให้ถึงซึ่งความเป็นพระอริยสงฆ์ ความกลัวทั้งหลายจึงไม่มี และได้บำเพ็ญภาวนาอยู่ในถ้ำภูตึกนั้นคนเดียวนานถึง 3 เดือน

ต่อจากนั้นก็ลงจากถ้ำภูตึกไป และจาริกธุดงค์ไปเรื่อยๆ ปรากฏว่าเริ่มเห็นสิ่งอัศจรรย์เยอะแยะมากมายเกิดขึ้น เช่น สิ่งลี้ลับต่างๆ ที่คนทั่วไปมองไม่เห็น มองเห็นมุมโลกสองมุม คือ มุมมืดและมุมสว่างแห่งการเวียนว่ายตายเกิด มองเห็นสวรรค์ มองเห็นอบายภูมิ ประกอบด้วยนรก เปรตและอสุรกาย และเริ่มออกทำการเผยแผ่หลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างต่อเนื่องมาตลอดจนถึงปัจจุบัน

บรรดาสานุศิษย์ทั้งหลาย ได้ให้การยอมรับและเคารพนับถือพระเดชพระคุณท่าน หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก เป็นอย่างยิ่งว่า เป็นพระสงฆ์สาวก ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตามแนวทางคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่ง


19
คลับเรื่องความรัก / กลอนจีบหญิง
« เมื่อ: 23 มกราคม 2010, 21:35:11 »
จีบผู้หญิงรูปสวยต้องง้อเก่ง จีบผู้หญิงเรียนเก่งต้องให้สอน
จีบผู้หญิงซื่อบื้อต้องออนซอน จีบผู้หญิงใจร้อนต้องผ่อนตาม
จีบผู้หญิงรวยทรัพย์ต้องไฮโซ จีบผู้หญิงคุยโม้ต้องหมั่นถาม
จีบผู้หญิงหลายใจต้องหลายตาม จีบผู้หญิงลวนลามต้องรักนวล
จีบผู้หญิงน่ารักอย่าจีบเล่น จีบผู้หญิงเยือกเย็นอย่าใจร้อน
จีบผุ้หญิงรุ่นน้องต้องหมั่นสอน จีบผุ้หญิงรุ่นพี่ต้องเชื่อฟัง
จีบผู้หญิงนิสัยดีต้องดีด้วย จีบผู้หญิงสวยรวยอย่าใช้เก่ง
จีบผู้หญิงอารมณ์ดีต้องคลื่นเครง จีบผู้หญิงเอาใจเก่งต้องขี้งอน
จีบผู้หญิงตอแหลอย่าไปจีบมัน จีบผู้หญิงหวังฟันให้ห่างเหิน
จีบผู้หญิงขี้ยาให้รีบเมิน จีบผู้หญิงขี้เสินต้องหลอกลวง
จีบผู้หญิงขี้เหงาต้องโทรหาจีบผู้หญิงเล่นกีฬาต้องแอบปลื้ม
จีบผู้หญิงนัดเจออย่าขี้ลืมจีบผู้หญิงขี้หึงต้องรักเดียว
จีบผู้หญิงบ้านไกลต้องคิดถึง จีบผู้หญิงลึกซึ้งต้องห่วงหา
จีบผู้หญิงปากหวานต้องเจ้าน้ำตา จีบผู้หญิงใจกล้าต้องชื่นชม
จีบผู้หญิงผิวคล้ำเราต้องขาว จีบผู้หญิงผิวขาวเราต้องตี๋
จีบผุ้หญิงบ้ากามต้องขี้ปี้ จีบผู้หญิงหน้าตาดีระวังมีผัวแล้วนะจ๊ะ

20
โซนธรรมะ / คาถามหาเสน่ห์
« เมื่อ: 23 มกราคม 2010, 20:24:47 »
คาถามหาเสน่ห์  
จันโทอะภกันตะโร
ปิติ ปิโย เทวะมนุสสานัง
อิตภิโยปุริ โส
มะ อะ อุ อุ มะ อะ อิสวาสุ อิกะวิติ

ตั้งนะโม3จบ แล้วภาวนา พระคาถามหาเสน่ห์ ดังนี้
พุทโธ จับจิต ธัมโม จับใจ สังโฆ รักใคร่
พุทโธ มามา ธัมโม มามา สังโฆ มามา
นะเมตตา โมเห็นหน้ารักสนิท พุทจับจิต ธามิให้กำจัด
ยะกระหวัดจิต......ชื่อนาม(ของคนที่เรารัก) ......รักอย่าละ
ชีวิตัง ยาวะนิพพานัง สะระนัง คัจฉามิ ฯ

ตั้งนะโม3จบ แล้วตั้งใจภาวนา คาถาเมตตามหาเสน่ห์ ของ(หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า) ดังนี้

อักโขหะมัสสะมิ  โลกัสสะ
อิติปาระมิตาติงสา      อิติสัพพัญญูมาคะตา
อิติโพธิ์มะนุปัตโต      อิติปิโสจะเต
นโม อะระหังลาโภ   พุทโธ ลาภัง นาชาลิติ

นะมะพะทะ สัพเพชะนา พหูชะนา ราชาปุริโส อิตถิโยมาพัง
เอหิจิตตังปิยังมะมะ เอหิมาเรโสมามา อาคัจฉายะ อาคัจฉาหิ

คำแปล พระคาถาเมตตามหาเสน่ห์ หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า
ขออำนาจพระพุทธพจน์ว่า             เราจะเป็นเลิศในโลกนี้
ขออำนาจแห่งบารมี 30 ทัศ    ขออำนาจแห่งพระสัพพัญญู
ขออำนาจแห่งโพธิญาณ       ด้วยอำนาจแห่งคำขอทั้งหมดนี้
ขอพระอรหันต์ จงดลบันดาลลาภให้เรา   ขอพระพุทธเจ้า จงดลบันดาลลาภให้เรา
ขอพระอรหันต์ จงดลบันดาลลาภให้เรา    ขอพระพุทธเจ้า จงดลบันดาลลาภให้เรา

คาถามหาเสน่ห์
คาถาโบราณที่วัยรุ่นควรมีไว้ใช้

คาถารักแท้
*** โอมนะโมพุทธายะ พุทธัง สะระติ ธัมมัง สะระติ สังฆัง สะระติ
จิตตัง สะมาเรมะ มะเอหิ เอหิชัยยะ เอหิสัพเพชะนะ พะหูชะนาเอหิ
(ใช้บริกรรมคาถานี้กับลูกอมแล้วอมขณะที่คุยกับคนที่เรารักจะทำให้เขารักจริงจังขึ้นมา)


คาถามัดใจ
*** พุทธัง รัตตะนัง ธัมมัง รัตตะนัง สังฆัง รัตตะนัง นะผูกโมมัด
พุทรัด ธารึง ยะกรึงคะเร โอมสวาหะ
(ใช้สวดก่อนนอนทำให้คนรักคิดถึง)


คาถาผูกใจคน
*** โอมนะโมพุทธะ นะ มะ อะ อุ เอหิชัยยะ เอหิสัพเพชะนะ พะหูชะนา เอหิ
(ใช้สวดเมื่อต้องการให้คนทั่วไปรักใคร่)

+ + + ตำเตือน อย่านำไปใช้พร่ำเพรื่อ ควรใช้เท่าที่จำเป็น
ต้องท่องให้ได้เท่านั้น มี คนนึงนำคาถาไปใช้ต้องฝึกถึงหลายเดือนถึงจะได้ผล
ขึ้นอยู่กับจิตศรัทธา ว่า มากน้อยเพียงใด


 
[img]http://photos4.hi5.com/0113/008/827/yDQ9eM008827-02.jpg/img]


หน้า: [1] 2