ยินดีต้อนรับแขกผู้มาเยือน กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
 
Please Login!

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - ดุเหว่า.!!

หน้า: [1] 2 3 ... 114
1

น้ำสำคัญกับร่างกายมากจนอาจคาดไม่ถึง รู้หลักดื่มให้ถูกต้อง ไม่บั่นทอนสุขภาพ


หลายคนอาจหลงลืมหรือให้ความสำคัญน้อยเกินไป กับสิ่งที่จำเป็นมากสำหรับร่างกาย อย่าง "น้ำดื่ม"

"ร่างกายของมนุษย์เรา มีน้ำเป็นส่วนประกอบถึง 70%"…จากข้อความนี้ น่าจะทำให้เห็นความสำคัญของน้ำเพิ่มมากขึ้นนะคะ เนื่องจากส่วนต่างๆ ของร่างกายมีน้ำหล่อเลี้ยงอยู่ทุกหนแห่ง น้ำในร่างกายแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ น้ำที่ประกอบอยู่ในเซลล์ประมาณ 60% มีอยู่นอกเซลล์ประมาณ 30% และที่อยู่ในเนื้อเยื่อ หรือเลือดอีก 10% เหตุนี้จึงทำให้มนุษย์ต้องการน้ำ ประมาณ 2–3 ลิตรต่อวัน ในทางกลับกัน แต่ละวันร่างกายก็มีการขับน้ำออกในลักษณะของปัสสาวะ 0.5-2.3 ลิตร นอกจากนั้นยังมีการขับน้ำออกทางเหงื่อ อุจจาระ และลมหายใจ

หน้าที่ของน้ำในร่างกายนั้นมีมากมาย ทั้งช่วยย่อยอาหาร ละลายสารอาหารและออกซิเจนเพื่อขนส่งให้เซลล์ทั่วร่างกาย ช่วยให้หัวใจทำงานปกติ เลือดไหลเวียนดี ละลายสารพิษเพื่อขับออกจากร่างกาย ทำให้ข้อกระดูกเคลื่อนไหวได้สะดวก ทำให้ผิวพรรณสดใสไม่แห้งกร้าน ใบหน้าชุ่มชื้นดูมีเลือดฝาด เมื่อน้ำสำคัญมากขนาดนี้ จะดื่มน้ำกันอย่างไรให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกายเรามากที่สุด?

น้ำที่ดื่มต้องสะอาด : เรื่องนี้สำคัญมากนะคะ หากเราดื่มน้ำที่ไม่ได้คุณภาพมาตรฐาน อาจส่งผลต่อร่างกาย เช่น น้ำที่มีเชื้อจุลินทรีย์ปะปนในปริมาณมาก อาจทำให้อุจจาระร่วง ป่วยโรคบิดและไทฟอยด์ หากน้ำดื่มมีสารเคมี โลหะหนัก เช่น คลอไรด์, ไนเตรท, แมงกานีส, สังกะสี, ตะกั่ว ก็ยังส่งผลเสียต่อตับ ตับอ่อน ไต กระเพาะปัสสาวะ เพิ่มความเสี่ยงเกิดโรคมะเร็ง

ดื่มน้ำให้เพียงพอและถูกต้อง : โดยปกติเราควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว หรือ 2-3 ลิตร ควรดื่มน้ำทันทีหลังจากตื่นนอน  โดยตอนเช้าควรดื่มน้ำอุ่นทันที 2 แก้ว เพื่อช่วยให้ขับถ่ายอุจจาระได้ดี ดื่มน้ำทุกครั้งที่รู้สึกกระหาย ไม่ควรดื่มน้ำเกินครึ่งแก้วก่อนรับประทานอาหาร 15 นาที และภายใน 40 นาทีหลังมื้ออาหาร เนื่องจากทำให้น้ำย่อยเจือจางลง ส่งผลต่อระบบการย่อยอาหาร

ทั้งนี้การดื่มน้ำก็ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมรอบตัวในขณะนั้นด้วย เช่น อากาศที่ร้อน และแห้ง ร่างกายจะสูญเสียน้ำทางผิวหนังและลมหายใจมากกว่าปกติ ดังนั้น ผู้ที่อยู่กลางแจ้งและในห้องปรับอากาศที่เย็นจัดจะต้องการน้ำมากกว่าคนที่อยู่ในที่ร่มหรือในห้องที่อุ่นสบาย หรือผู้ที่ออกกำลังกาย มีไข้ ท้องเสีย อาเจียนก็ควรดื่มน้ำเพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำด้วย ทั้งนี้ ควรดื่มน้ำทีละนิด แบบจิบทีละ 2–3 อึก จิบบ่อยๆ ไปตลอดทั้งวัน ซึ่งจะดีกว่าการดื่มน้ำครั้งละมากๆ เพราะเป็นการเพิ่มภาระให้กับระบบขับถ่าย อย่าง ไต ปอด ม้าม และระบบย่อยอาหาร อีกทั้งร่างกายจะดูดซึมไม่ทัน และขับออกมาเป็นปัสสาวะ แม้ดื่มน้ำเข้าไปมากก็ยังรู้สึกหิวน้ำอยู่บ่อยๆ

การดื่มน้ำอย่างเพียงพอจะช่วยให้ไตทำงานได้ดี ซึ่งหลายคนอาจคิดไม่ถึงว่า ไต ต้องทำหน้าที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นกำจัดสารพิษต่าง ๆ ที่เข้าสู่ร่างกาย ซึ่งเกิดจากกระบวนการทำงานภายในเซลล์, ดูดสารอาหารที่มีประโยชน์กลับคืนเข้าสู่ร่างกาย, ควบคุมระดับความเป็นกรด ด่าง ของของเหลวในร่างกาย, กำจัดของเสียส่วนเกินแล้วขับออกทางปัสสาวะ, สร้างฮอร์โมนที่เป็นตัวกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงและวิตามินดี..ถ้าร่างกายได้รับน้ำไม่เพียงพอ ไตก็ไม่สามารถทำหน้าที่ดังที่กล่าวได้ดี เช่นเดียวกับ ตับ ต้องทำงานหนักขึ้น เผาผลาญไขมันได้น้อยลง ทำให้ร่างกายมีการสะสมไขมันมากขึ้นอีกด้วย

หากปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำหรือได้รับน้ำไม่เพียงพอ ร่างกายต้องดึงน้ำจากส่วนต่างๆ มาใช้โดยที่เราไม่รู้ตัว ส่งผลให้เลือดข้น ระบบไหลเวียนของเหลวผิดปกติ ผิวหยาบ ปวดศีรษะ เป็นตะคริว ความดันสูง

อย่างไรก็ตาม มีข้อควรระวังในการดื่มน้ำอยู่บ้าง เช่น ผู้ป่วยโรคไต ที่มีอาการบวมน้ำ ต้องควบคุมปริมาณน้ำดื่มในแต่ละวันตามแพทย์กำหนด เพราะไตของผู้ป่วยไม่สามารถขับน้ำออกจากร่างกายได้ตามปกติ น้ำปริมาณมากจึงคั่งอยู่ภายใน ส่งผลให้แขนขาบวม ความดันโลหิตสูง

ไม่ควรดื่มน้ำเย็นจัด : เพราะอวัยวะภายในร่างกายต้องปรับอุณหภูมิของน้ำที่เย็นจัดให้เท่ากับอุณหภูมิของร่างกายก่อนนำไปใช้งาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบย่อยอาหาร เป็นผลให้ร่างกายอ่อนแอ ทางที่ดีควรดื่มน้ำอุ่นเป็นประจำเพื่อช่วยขับเหงื่อ

ไม่ควรรับประทานอาหารที่มีรสจัดเกินไป : เพราะจะทำให้รู้สึกกระหายมากกว่าปกติ การดื่มน้ำมากเกินไปจะทำให้ร่างกายทำงานหนักและทรุดโทรมก่อนวัย

ทราบกันอย่างนี้แล้วก็ปรับวิธีการดื่มน้ำให้เหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อร่างกายเรากันนะคะ เพื่อสุขภาพของเราเอง และคนที่เรารัก อย่าลืมประโยคสำคัญที่ว่า You are what you eat กันล่ะ.

"PrincessFangy"
twitter.com/PrincessFangy

อ้างอิงบางส่วนจาก www.thaihealth.or.th และ www.e-magazine.info

จาก... http://www.dailynews.co.th/healthy/177329

2
อาหารบำรุงสมอง "ช่วยความจำ"

อาหารบำรุงสมองจำเป็นอย่างมากช่วงตอนสอบแต่จะคิดแค่จะกินอาหารบำรุงสมองช่วงตอนสอบแต่เพียงอย่างเดียวนะค่ะ วันนี้เอ็นทรีเคดอทไอเอ็นดอททีเอช (N3K.IN.TH) มีอาหารบำรุงสมอง "ช่วยความจำ" มาฝากกันด้วย แม้ว่าจะมีข่าวที่ว่า เด็กไทย IQ ต่ำ บ้างอะไรบ้าง แต่ต่อไปนี้จะไม่เป็นเช่นนั้นกันอีกแล้วค่ะ เพราว่าเอ็นทรีเคดอทไอเอ็นดอททีเอช (N3K.IN.TH) มีอาหารบำรุงสมอง "ช่วยความจำ" มาอยู่ตรงหน้าจอคอมพิวเตอร์ของคุณกันแล้วค่ะ อาหารบำรุงสมอง เหล่านี้นอกจากช่วยเรื่องความจำและ IQ แล้ว อาหารบำรุงสมอง เหล่านี้ยังมีคุณประโยชน์มากมายที่จะช่วยเรื่องสุขภาพร่างกายของคุณอีกด้วยค่ะ นั้นเรามาดูกันเลยดีกว่าค่ะว่า อาหารบำรุงสมอง "ช่วยความจำ" ที่เอ็นทรีเคดอทไอเอ็นดอททีเอช (N3K.IN.TH) นำมาฝากกันในวันนี้มีอาหารบำรุงสมองอะไรกันบ้าง
 

 

20 อาหารบำรุงสมอง "ช่วยความจำ"

1. บลูเบอร์รี่

ลูกเบอร์รี่ต่างๆ คือหนึ่งในอาหารที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์เรา และบลูเบอร์รี่ก็ดีต่อสมองมากๆ เนื่องจากมีใยอาหารสูงแต่ค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ หมายความว่า ผู้ป่วยเบาหวานก็กินได้โดยที่ไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงเฉียบพลัน เคยมีการศึกษามากมายที่ชี้ว่า มันจะช่วยลดความเสี่ยงเป็นโรคอัลไซเมอร์ ช่วยให้เราเรียนรู้เรื่องต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น สิ่งที่ต้องระวังก็คือให้เลี่ยงบลูเบอร์รี่เชื่อมหรืออบแห่งเท่านั้นล่ะค่ะ

2. แซลมอนธรรมชาติ

กรดไขมันจำเป็นโอเมก้า-3 เป็นสิ่งที่สำคัญต่อสมองมาก ไขมันที่มีประโยชน์นี้มีความเกี่ยวพันกับสติปัญญา ช่วยให้กระปรี้กระเปร่า ชะลอความเสื่อมถอยของระบบประสาทส่วนกลาง พัฒนาความจำ ทำให้อารมณ์ดี และลดโอกาสเกิดโรคซึมเศร้า หรือโรคสมาธิสั้น แต่ถ้ามีโอกาสก็ให้เลือกแซลมอนตามธรรมชาติดีกว่าแซลมอนจากฟาร์มเลี้ยงนะค่ะ

3. ทับทิม

คนรักทับทิมควรจะกินจากผลสดๆ มากกว่าดื่มน้ำคั้นเพราะจะได้ใยอาหารด้วย ทับทิมมีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่นเดียวกับบลูเบอร์รี่ ซึ่งจำเป็นมากๆ สำหรับสุขภาพของสมอง เพราะสมองคืออวัยวะแรกๆ ที่จะได้รับผลกระทบจากความเครียด ดังนั้น สิ่งใดก็ตามที่ช่วยระงับความเครียดได้จะดีต่อสมองเช่นกันนะค่ะ


4. กาแฟ

เมล็ดกาแฟคล้ายกับเมล็ดโกโก้ตรงที่มันเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ กรดอะมิโน วิตามิน และแร่ธาตุ โดยเฉพาะผงกาแฟจากเมล็ดที่บดใหม่ๆ จะมีประโยชน์ต่อทั้งสมองและร่างกายมาก ส่วนกาเฟอีนก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีผลดีต่อสมองเช่นกัน การดื่มกาแฟเป็นประจำจะช่วยชะลอไม่ให้สมองเสื่อมถอย ป้องกันโรคอัลไซเมอร์หรือโรคหลงลืมได้จริง แม้กระนั้นก็ยังมีคำถามว่า ตกลงแล้วกาแฟมีประโยชน์หรือเปล่า ปัญหาอยู่ที่เรามักจะผสมกาแฟกับของที่ไม่ดีต่อสุขภาพอื่นๆ เช่น ครีม น้ำตาล ช็อกโกแลต หรือวิปครีม สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เพิ่มทั้งสารเคมีและไขมันให้แก่กาแฟ ความจริงแล้วเมล็ดกาแฟเป็นของปลอดภัย ยิ่งถ้าเป็นเอสเพรสโซ่เพียวๆ ยิ่งดีต่อทั้งหัวใจและสมองเลยล่ะ

5. ถั่ว

ถั่วมีทั้งโปรตีน ใยอาหาร และไขมันที่มีประโยชน์ คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่อยู่ในถั่วจะทำให้เราแจ่มใสได้ ในขณะที่โปรตีนและไขมันจะช่วยให้พลังงานคงระดับตลอดทั้งวัน นอกจากนี้ ยังมีวิตามินอีซึ่งจำเป็นต่อการทำงานของสมอง  แต่อย่างไรก็ควรหลีกเลี่ยงถั่วเหลือบน้ำตาลหรือปรุงรส ส่วนทางเลือกที่ดีก็มีตั้งแต่เฮเซลนัต เม็ดมะม่วงหิมพานต์ วอลนัต และอัลมอนต์ ส่วนแมคคาเดเมียนั้นมีปริมาณไขมันมากกว่าถั่วชนิดอื่นๆ

6. ทูน่า

นอกจากจะเป็นแหล่งของโอเมก้า-3 แล้ว ปลาทูน่า โดยเฉพาะปลาทูน่าครีบเหลือง ซึ่งมีระดับวิตามินบี 6 สูงกว่าอาหารประเภทอื่นๆ วิตามินบี 6 นี้เกี่ยวพันโดยตรงกับความจำและสติปัญญา รวมถึงสุขภาพโดยรวมในระยะยาวของสมอง โดยรวมแล้ววิตามินบีคือ หนึ่งในสิ่งที่สำคัญที่สุดต่อการรักษาอารมณ์ให้คงที่ แต่วิตามินบี 6 จะส่งผลต่อการรับสารโดพามีนที่เป็นหนึ่งในฮอร์โมนความสุขเหมือนกับเซโรโทนิน

7. ข้าวกล้อง

ด้วยความที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ ข้าวกล้องจึงดีมากๆ สำหรับคนที่แพ้กลูเธนเพื่อให้สุขภาพของหลอดเลือดหัวใจแข็งแรงขึ้น ยิ่งระบบไหลเวียนโลหิตของเราดีเท่าไหร่สมองก็ยิ่งเฉียบแหลมมากเท่านั้น

8. ชาเขียว

ชาเขียวนี้คือ มัตชะ ชาเขียวจากใบชาอ่อนๆ ที่ผ่านกรรมวิธีบดด้วยหินตามแบบฉบับญี่ปุ่น เมื่อเราดื่มชาเขียวเหล่านี้เข้าไปก็เหมือนกับเราดื่มใบชาเข้าไปทั้งใบ ผงชาเขียวนั้นอุดมไปด้วยสารคลอโรฟิลด์จึงทำให้มีสีเขียวสด เมื่อผสมเข้ากับน้ำร้อน (แต่ไม่เดือด) จะมีรสชาติฝาดนิดๆ และเพียงแก้วเดียวก็ทำให้คุณรู้สึกปลอดโปร่งได้ ว่ากันว่า มัตชะคือเหตุผลหนึ่งซึ่งทำให้พระสงฆ์ญี่ปุ่นสามารถนั่งสมาธินานๆ ได้ แต่ถ้าพูดในแง่วิทยาศาสตร์แล้วมัตชะมีสารที่ชื่อว่า Catechin วิตามินเอและซี ฟลูออไรด์ และสาร L-Theanine ซึ่งช่วยในเรื่องสมาธิ แค่เฉพาะสารต้านอนุมูลอิสระอย่างเดียวก็มีมากกว่าบลูเบอร์รี่ถึง 33 เท่า

9. เมล็ดพืช

ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดทานตะวัน เมล็ดแฟล็กซ์ เมล็ดฟักทอง หรือเมล็ดพืชอื่นๆ ก็ล้วนมีโปรตีน ไขมัน วิตามินอี สารต้านอนุมูลอิสระ และแร่ธาตุซึ่งช่วยเสริมสร้างสมองอย่างแมกนีเซียม

10. ข้าวโอ๊ต

ถ้ามันดีต่อสุขภาพของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ ก็แปลว่ามันดีต่อสมองของเราด้วย ข้าวโอ๊ตมีใยอาหารและก็มีโปรตีนอยู่พอสมควรหรือแม้แต่โอเมก้า-3 ก็ยังมีอีกจำนวนหนึ่ง การกินข้าวโอ๊ตตอนเช้าจะช่วยให้เราแจ่มใสและไม่ง่วงนอนแม้ในยามบ่ายด้วย
 

 



 

 

11. หอยนางรม

ไม่ใช่หอยทุกชนิดจะเป็นอาหารสมองได้ แต่หอยนางรมน่ะใช่แน่ๆ เพราะมีทั้งซีลีเนียม แมกนีเซียม โปรตีน และแร่ธาตุอื่นๆ ที่จำเป็นต่อสุขภาพสมอง ก่อนหน้านี้เคยมีการทดลองพบว่า คนที่กินหอยนางรมมีความจำและอารมณ์ดีขึ้นด้วย

12. ผักใบเขียว

ผักโขม คะน้า ปวยเล้ง บร็อกโคลี่ กวางตุ้ง ฯลฯ ไม่ว่าคุณจะชอบผักใบเขียวชนิดไหนควรพยายามกินทุกวัน ผักใบเขียว อุดมด้วยธาตุเหล็ก ถ้าขาดธาตุเหล็กก็อาจมีโรคต่างๆ ตามมาได้ เช่น กลุ่มอาการขาอยู่ไม่เป็นสุข (Restless Legs Syndrome) อาการเหนื่อยล้า อารมณ์เสีย สมองตื้อตัน และปัญหาสภาพจิตอื่นๆ

13. มะเขือเทศ

แม้ใครๆ จะรู้กันว่ากินมะเขือเทศแล้วผิวสวย แต่มะเขือเทศเองก็จัดว่าเป็นอาหารสมองชั้นดีเหมือนกัน เพราะมันมีสารต้านอนุมูลอิสระชื่อว่า ไลโซปีน จึงช่วยป้องกันโรคหลงลืมได้ เพียงแต่ต้องผ่านความร้อนก่อนเพื่อให้เรารับไลโคปีนได้เต็มที่ อย่างนี้ก็หมายความว่าซอสมะเขือเทศก็มีประโยชน์น่ะสิ? จริง แต่ว่าซอสมะเขือเทศก็มากับน้ำตาลเช่นกัน หากเป็นไปได้ก็ทำอาหารเองจะดีกว่านะ

14. น้ำมันมะกอก

อย่าลืมว่าร้อยละ 60 ของสมองคือไขมัน ดังนั้น เราไม่สามารถมองข้ามไขมันไปได้ การศึกษาจำนวนมากชี้ว่า ถ้าไม่มีไขมันแล้วเราจะคิดอ่านไม่ชัดเจน อารมณ์แปรปรวน และอาจเป็นโรคนอนไม่หลับ การกินอาหารที่อุดมด้วยไขมันนั้นจำเป็นมากๆ ต่อสมองที่ปลอดโปร่ง ความจำที่ดี และอารมณ์ที่สมดุล ทั้งนี้ อาหารสำเร็จรูปขนมกรุบกรอบหรือแม้แต่น้ำราดสลัดส่วนใหญ่จะใช้น้ำมันข้าวโพดหรือน้ำมันอื่นๆ ที่มีไขมันโอเมก้า-6 ตรงนี้ต้องคอยสังเกตไว้ ถึงจะชื่อว่าโอเมก้า-6 แต่ก็ไม่ใช่ไขมันที่ดี

15. น้ำสะอาด

เพื่อสมองที่แจ่มใสจะขาดน้ำเปล่าไปไม่ได้ อย่าลืมหาโอกาสจิบน้ำเปล่าตลอดทั้งวัน (และสูดอากาศบริสุทธิ์ด้วย) การดื่มน้ำเปล่ากับสูดอากาศจะช่วยเพิ่มพลังและทดแทนออกซิเจนเข้าไปในเซลล์ทำให้สมองของคุณไม่รู้สึกเหนื่อยล้ามากเกินไปนัก อย่างไรก็ตามต้องหลีกเลี่ยงน้ำหวานหรือน้ำอัดลมของพวกนี้มีทั้งน้ำตาลและกาเฟอีนอยู่ในปริมาณมากเกินไปซึ่งอาจนำไปสู่การเสพติดได้เลยทีเดียว

16. ผงกะหรี่

เครื่องปรุงนี้เป็นหนทางที่ดีในการเพิ่มรสชาติให้แก่สมอง ส่วนประกอบหลักในผงกะหรี่ คือ ขมิ้น และขมิ้นก็มีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่มากมาย มันจะช่วยต่อสู้กับอนุมูลอิสระทั้งหลายที่เกิดขึ้นในสมองและร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันโรคเบาหวานและโรคหัวใจได้ด้วย เพียงแค่เดือนละครั้งที่กินกะหรี่ก็มีผลดีต่อสมองแล้วล่ะ

17. ไข่

มีทั้งโปรตีนและไขมันซึ่งให้พลังงานแก่สมองได้นานหลายชั่วโมง นอกจากนี้ซีลีเนียมในไข่ออร์แกนิกก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า จะช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นได้

18. โยเกิร์ต

เป็นอาหารว่างที่ง่ายและมีประโยชน์ด้วยโปรตีนและแคลเซียม โปรตีนสำคัญมากต่อสารสื่อประสาทที่จะช่วยให้สมองแจ่มใส ส่วนแคลเซียมก็ช่วยในเรื่องของความจำ แต่ก็ต้องดูว่าโยเกิร์ตนั้นไม่มีน้ำตาลมากเกินไป ถ้าจะให้ดีกว่านั้นก็ลองกินคู่กับธัญพืชต่างๆ เพื่อเป็นของว่างเมื่อไหร่ก็ได้ที่หิว

19. ช็อกโกแลต

ไม่ว่ารสชาติหรือประโยชน์ ช็อกโกแลตก็ดีตรงที่มีสารช่วยกระตุ้นสมองมีปริมาณกาเฟอีนในระดับที่พอเหมาะเพิ่มสารเซโรโทรนินซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความสุข นอกจากนี้ดาร์กช็อกโกแลตยังมีใยอาหารจำนวนมาก (ยังจำกันได้มั้ย ใยอาหาร = หลอดเลือดหัวใจแข็งแรง = สมองแข็งแรง)

20. กระเทียม

ถ้าไม่สงสารคนนอนข้างๆ ก็กินกระเทียมสดๆ เลย เห็นเล็กๆ อย่างนี้ กระเทียมเต็มไปด้วยสารอาหารมากมาย ไม่เพียงแต่มันจะมีชื่อเสียงในเรื่องการลดระดับคอเลสเตอรอล "เลว" และทำให้หลอดเลือดหัวใจแข็งแรง กระเทียมยังช่วยส่งสารต้านอนุมูลอิสระไปที่สมองด้วย


เคล็ดลับสมองสุขภาพดี

- แม้ว่าสมองจะหนักแค่ 2% ของน้ำหนักตัว แต่ก็ใช้สารอาหารและออกซิเจนถึง 20% ของทั้งหมดในร่างกาย

- การมองอนาคตในแง่ดีก็จะช่วยสมองได้ เนื่องจากเป็นการขับไล่ความเครียดและความวิตกกังวลในแง่หนึ่ง

- สมองเป็นอวัยวะหนึ่งของร่างกาย การออกกำลังจึงช่วยทำให้สมองแข็งแรงได้ด้วยเช่นกัน

ขอขอบคุณข้อมูลสุขภาพดีจาก lisa ขอขอบคุณรูปภาพจากอินเตอร์เน็ต


จาก..www.n3k.in.th

3
PicPost / @ ที่นี่..เอเซีย @ >นะ นะ<
« เมื่อ: 02 ตุลาคม 2012, 09:25:40 »






































นิดนึง..หากพบประเภทส่อเสียดปิดกั้น หรือแนะนำไปในทางที่ผิดกติกา โดยเพราะ หัวข้อผมอีก จะลบ ค.ห.ทันที(ครั้งแรก)

4
VDO CLIPS / @ อุทาหรณ์คนขับรถ @ >ไม่ได้โม้!!!<
« เมื่อ: 02 ตุลาคม 2012, 08:55:32 »
:d1:



โดย. http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNME9UQXlNelF6TXc9PQ==&sectionid=

นิดนึง..หากพบประเภทส่อเสียดปิดกั้น หรือแนะนำไปในทางที่ผิดกติกา โดยเพราะ หัวข้อผมอีก จะลบ ค.ห.ทันที(ครั้งแรก)

5
ผวากลางงานศพรถจยย.เร่งเครื่องเองได้ เชื่อวิญญาณคนตายขึ้นมานั่งบิดคันเร่ง

 :d1:


จาก... เดลินิวส์

6
ได้เวลาคลิปรวมเรื่องเพี้ยนๆ จากเมืองนอก (รวมเหตุการณ์เดือนส.ค.)

 |n11:|



โดย..ข่าวสด

7
PicPost / @ (นานๆมาที) - อ่ะ!! ผีน่ารัก..@
« เมื่อ: 06 กันยายน 2012, 08:21:30 »
:c3:

 































 :d8: :d8: :d8:

8
อ้ายย  หย๋าาาา ... พอคลิ๊กตรงโซนฯ...

 ปรากฎว่า  เจอหัวข้อของฉ่าน เพียบเลยวุ้ย !!!   @ ...?... @ 

  สงสัย... คงต้องเพลาๆมือลงโหน๋ย (ทุกๆกรณี)  แว้ววว เรา!!!  :P

9
PicPost / @ ภาพหลุด... เสียวๆ ^_< @
« เมื่อ: 02 เมษายน 2012, 22:22:15 »
:d1:

 


































10
วิจัยชี้'แมลงวันไร้คู่'ก๊งแอลกอฮอล์! แทนสารแก้เครียดในสมอง




วารสารไซเอินซ์ ตีพิมพ์ผลการวิจัยที่น่าสนใจของนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ที่ทดลองเรื่องอาการติดแอลกอ ฮอล์กับแมลงวัน

หลังจากแบ่งแมลงวันผลไม้ตัวผู้และตัวเมียออกจากกันและติดตามพฤติกรรมการผสมพันธุ์พบว่า แมลงวันตัวเมียเมื่อจับคู่กับแมลงวันตัวผู้แล้ว จะไม่ยอมจับคู่กับแมลงวันตัวอื่นๆ เมื่อนักวิจัยวางอาหารไว้สองประเภท ประเภทหนึ่งเป็นอาหารธรรมดา และอีกประเภทหนึ่งมีแอลกอฮอล์ชนิดเดียวกับเครื่องดื่มมึนเมาผสมอยู่ พบว่า แมลงวันตัวผู้ที่หาคู่ไม่ได้ ส่วนใหญ่เลือกกินอาหารที่มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ ตรงข้ามกับแมลงวันมีคู่ที่จะหลีกเลี่ยง

นายอูลริก เฮเบอร์ไลน์ หนึ่งในทีมวิจัยกล่าวว่า ทั้งแอลกอฮอล์และเพศสัมพันธ์มีส่วนต่อการสร้าง 'นิวโรเปปไทด์ เอฟ' หรือ NPF ในสมองของแมลงวัน แมลงวันตัวใดหาคู่ไม่ได้ สาร NPF จะต่ำลงร้อยละ 20-30 จึงทดแทนด้วยการบริโภคแอลกอฮอล์ เมื่อเทียบกับสมองมนุษย์และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ ก็มีสารที่ใกล้เคียงกัน ชื่อ 'นิวโรเปปไทด์ วาย' (NPY) ซึ่งผู้ป่วยโรคเครียดมักมีสาร NPY นี้ในจำนวนต่ำ

การทดลองนี้นำไปพัฒนาการรักษาโรคติดสุราได้ ด้วยการให้สาร NPY แก่ผู้ป่วยแทนการดื่มสุราโดยตรง โดยคล้ายคลึงกับผลการทดลองในปี 2541 ที่พบว่าหนูที่มีสาร NPY ในสมองต่ำ จะมีนิสัยชอบกินแอลกอฮอล์มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม นายทรอย ซาส์ นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยมิสซูรี่วิจารณ์ผลวิจัยนี้ว่า มองพฤติกรรมของแมลงวันผ่านสายตาของมนุษย์มากเกินไป และยังไม่แน่ชัดว่าเอาหลักการที่พบมาใช้กับมนุษย์ได้จริงหรือไม่ แต่ยอมรับว่าการทดลองนี้ช่วยให้เข้าใจกลไกของสารเสพติดมากขึ้น


โดย - ข่าวสด *  [{-11-}]

11


อีริคสันมีโครงการภาย ในอุตสาห กรรมยานยนต์ที่น่าสนใจ ทั้งการสื่อสาร ระหว่างเครื่อง จักรต่อเครื่อง จักรสำหรับการส่งการเตือนด้านความปลอดภัยทางการจราจรเพื่อหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุจากการจราจร รวมถึงการใช้เครือข่ายเคลื่อนที่เพื่อควบคุมการชาร์จไฟของรถยนต์ไฟฟ้าและการส่งใบแจ้งค่าบริการไปยังบุคคลเมื่อใดก็ตามที่รถยนต์ได้รับการเติมไฟฟ้า

นอกจากนี้ ยังมีการส่งข้อมูลโดยใช้ร่างกายเป็นสื่อกลางแทนการใช้สาย หรือ Capacitive Coupling ที่ได้แสดงเป็นครั้งแรกที่งาน International Consumer Electronics Show ในนครลาสเวกัสของ สหรัฐเมื่อม.ค.

นายฮันส์ เวสต์เบิร์ก ประธานบริษัทอีริคสันกล่าวในงานโมบายล์ เวิลด์ คองเกรส 2012 ที่ผ่านมา แนะให้รวมนวัตกรรมทางเทคโนโลยีและธุรกิจเข้าด้วยกัน ระบุว่า เป็นสูตรแห่งความสำเร็จ เพราะเมื่อผู้คนเริ่มมีโทรศัพท์เคลื่อนที่ เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัว บางทีอาจจะเป็นระบบจีพีเอส ในรถยนต์และมิเตอร์ที่เชื่อมโยงกันภายในบ้าน สิ่งสำคัญที่สุดคือการรวมความสามารถในการใช้งานในทุกที่ทุกแห่ง การบริการบรอดแบนด์และระบบคลาวด์ไว้ด้วยกันเพื่อทำให้ชีวิตง่ายขึ้น


โดย - ข่าวสด *  [{-11-}]

13
:d1:

 

 

  



  



  

 

 


14
 :c3: โอ้.. สวยๆๆๆทั้งนั้น...

แต่..ส่วนตัวนะ  เอาแบบที่ชอบที่สุดนะ..อันนี้ครับ.. ชอบมากมาย..
(ดูมีมิติ  มีพลัง  ไร้ขอบเขต.. [$02$]พากษ์แนว อ.เฉลิมชัย..)

15
VDO CLIPS / Re: ข่าวสั้น
« เมื่อ: 01 เมษายน 2012, 21:46:54 »
 [$h3$].... อ่าาาาา   ไม่เถียงสักคำ.....

 ส้าานนนน สั้น.... เอาเป็นว่าโชคดีจ่ะ นาย..สอ รา ยุด.. [$02$]

16
VDO CLIPS / @ เหมียวเจได @
« เมื่อ: 01 เมษายน 2012, 21:38:28 »

นับเป็นความขี้เล่นของเจ้าของคลิปนี้ ที่รู้จักช่างสังเกตและดัดแปลง จนมีคลิปฮาๆ ที่เรากำลังจะได้ชมต่อไปนี้

เมื่อเจ้าเหมียวสีขาว-ดำตัวหนึ่ง ต้องเผชิญศึกหนัก กับสุนัข 2 ตัว แต่เหมียวก็กล้าหาญต่อสู้โดยไม่เกรงกลัวเลยสักนิด แต่ที่คลิปนี้ไม่ธรรมดาอยู่ตรงที่ คนถ่ายคลิปซึ่งคงจะเป็นแฟนตัวยงของมหากาพย์ภาพยนตร์ "สตาร์ วอร์ส" จึงได้เพิ่มเอฟเฟกต์ขณะต่อสู้ให้กับแมว โดยการเพิ่มดาบเจไดคู่สีแดงไว้ต่อกรกับสุนัขตัวแรก และปล่อยคลื่นพลังใส่สุนัขตัวที่ 2 ซึ่งใครที่ได้ดูคงจะอดหัวเราะไม่ได้กับไอเดียสุดบรรเจิดของคนทำคลิป เชิญรับชมความฮากันได้เลย.



โดย - เดลินิวส์ * [{-11-}]

17
ผู้ใหญ่ยังอาย! ชมลีลาร็อคแอนด์โรลจากหนุ่มน้อย 2 ขวบ

พ่อแม่ของหนุ่มน้อยวิลเลียมส์ สต็อกก์โบร คงเลิกหายห่วงได้เสียที เมื่อลูกชายวัย  2 ขวบได้ฉายแววซูเปอร์สตาร์ขาแดนซ์ตั้งแต่ยังแบเบาะ ต้องบอกไว้ก่อนว่า ลีลาการเต้นของเขาไม่ได้"อนุบาล"เหมือนวัย แต่การเต้นร็อคแอนด์โรลของเขา ทำเอาผู้ใหญ่อย่างเราอายม้วนไปเลย



โดย - มติชน *  [{-11-}]

18


กูเกิล ขยายบริการกูเกิลแม็ปส์ ลงแพลตฟอร์มเครื่อง NES หรือ นินเทนโด แฟมิคอม เปิดตัว แผนที่เวอร์ชัน 8 บิต พร้อมนวัตกรรมตลับแบบให่ที่มากับไดอัลอัพโมเด็ม เชื่อมต่อกูเกิลคลาว์ด คอมพิวต้ิง โดยผู้ใช้ลองใช้งานได้ที่ Quest ของ Google Maps...



เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2555 บริษัทกูเกิล อิงค์ ได้ประกาศเปิดตัวแผนที่ กูเกิล แม็ปส์ เวอร์ชัน 8 บิตอย่างเป็นทางการ โดยเวอร์ชันนี้มาพร้อมกราฟฟิก 8 บิตสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ได้รับความนิยมขายดีมากที่สุดใน ทศวรรศที่ 80 อย่าง นินเทนโด แฟมิคอม แพลตฟอร์มคอมพิวเตอร์เกมคอนโซลยอดนิยม











นายเคน โทคุเซอิ ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการผลิตภัณฑ์ กูเกิล กล่าวว่า กูเกิลให้บริการเป็นที่กว้างขวางในหลายอุปกรณ์ ตั้งแต่ เดสก์ท็อป พีซี สมาร์ทโฟน และคอมพิวเตอร์แท็บเล็ต แต่เรายังได้เลือกระบบคอมพิวเตอร์ที่ได้รับความนิยม ขายได้มากมากที่สุดเท่าที่เคยมีมาอย่าง แฟมิคอม หรือ NES โดยโอกาสนี้กูเกิลของแนะนำ Google Maps -8Bit Version ครั้งแรกบนเครื่อง NES หรือ นินเทนโด แฟมิคอม โดยกูเกิลเตรียมวางจำหน่ายที่กูเกิล สโตร์ในเร็วๆ นี้ แต่เหนืออื่นใด คุณสามารถทดลองใช้งานเวอร์ชั่นเบต้าได้ที่ http://maps.google.com

 แล้วคลิกไปที่ Quest ที่มุมบนขวามมือของจอ



ด้าน นายทัตสึโอ ทามูระ วิศวกรซอฟต์แวร์  กูเกิล กล่าวว่า สิ่งแรก คือ การพัฒนาตลับแฟมิคอมชนิดใหม่ขึ้นมา โดยมีโมเดมแบบไดอัลอัพ เพื่อให้แฟมิคอมเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเข้ากูเกิลได้ เราได้ใช้เซิร์ฟเวอร์กว่า 100,000 เครื่องในการทลายข้อจำกัดทางเทคนิคของเครื่องแฟมิคอม ด้วย 8-bit UM Projection Transformation Cluster เพื่อเรียกข้อมูลจากระบบกูเกิลดิสก์ และแผนที่ 8 บิต เพื่อให้แสดงผลบนเครื่องแฟมิคอม อันจะทำให้สร้างแผนที่ 8 บิต โดยกูเกิล คลาวด์ แบบเรียลไทม์  ผู้ใช้งานสามารถใส่ชื่อสถานที่ หรือ เมื่อได้ดั่งเช่นใช้ในกูเกิล แม็ปส์ และแน่นนอว่าสามารถแสดงการเดินทาง ด้วยเส้นทางต้นทาง และปลายทางได้ และการสังการด้วยเสียง เพียงใช้ไมค์ที่มาพร้อมกับคอนโทรลเลอร์ที่ 2  



วิดีโอประกอบการเปิดตัว

http://www.youtube.com/watch?v=rznYifPHxDg

อย่างไรก็ตามข่าวนี้ถูกเผยแพร่ก่อนวันที่ 1  เม.ย.2555 ที่ในต่างประเทศถือเป็นวันเมษาหน้าโง่ หรือ วันแห่งการโกหก (April Fool's day)

โดย:ไทยรัฐ *  [{-11-}]

19
อายุเป็นแค่ตัวเลข!! ชมคลิปคุณยาย 86 เล่นยิมนาสติกอย่างพริ้ว


อายุเป็นแค่ตัวเลขจริงๆ สำหรับคุณยาย "โจฮันนา คาส" วัย 86 ปี หลังโชว์ลีลาการเล่นยิมนาสติก ชนิดนักกีฬารุ่นหลานยังอาย...

   คุณยาย โจฮันนา คาส จากเมืองฮัลเล ในรัฐแซ็กโซนี ประเทศเยอรมนี ความฟิตและความพริ้วไหวยังคงสุดยอด แม้จะอายุล่วงเลยเข้าวัย 86 ปีไปแล้ว หลังโชว์ลีลาการเล่นยิมนาสติกประเภทบาร์คู่ และประเภทฟลอร์เอ็กเซอร์ไซส์ ในการแข่งขันชิงแชมป์โลก 2012 ที่เมืองค็อตบุส ประเทศเยอรมนี จนได้รับเสียงปรบมือกึกก้องไปทั่วทั้งสนาม

โดยคุณยาย คาส ที่มีดีกรีเป็นอดีตนักกีฬาแฮนด์บอลทีมชาติเยอรมันตะวันออกสมัยยังเป็นสาวด้วยนั้น เริ่มต้นเล่นยิมนาสติกช้ากว่านักกีฬายิมนาสติกทั่วไป เมื่ออายุขึ้นเลข 30 ปีไปแล้ว แต่ช่วงเวลากว่า 50 ปีที่ผ่านมา เธอกลับสามารถก้าวขึ้นมาคว้าแชมป์ยิมนาสติกลีลา รุ่นอาวุโส ในเยอรมนี ได้หลายต่อหลายสมัย






โดย - ไทยรัฐ *  [{-11-}]

20
"ช็อคโกแลต"บ่อยๆ (อาจ)ช่วยให้คุณผอมลง (แต่ต้องออกกำลังกายด้วย)



ผลการศึกษาชิ้นใหม่ระบุว่า ผู้ที่มีสุขภาพดี ซึ่งออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และทานช็อคโกแลตเป็นประจำ มีโอกาสที่จะมีดัชนีมวลของร่างกายต่ำกว่าผู้ที่ทานช็อคโกแลตบ่อยน้อยกว่า
 
จากผลการศึกษากลุ่มประชากรอเมริกันวัยผู้ใหญ่ มากกว่า 1,000 คน ที่ควบคุมอาหารเพื่อลดน้ำหนัก ปริมาณแคลอรี่ที่บริโภค รวมถึงดัชนีมวลรวมของร่างกาย (บีเอ็มไอ) ซึ่งล้วนแต่เป็นปัจจัยบ่งชี้ถึงโรคอ้วน ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Archives of Internal Medicine ระบุว่า ผู้ที่ทานช็อคโกแลตอย่างน้อย 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ มีโอกาสที่จะผอมกว่าผู้ที่ทานนานๆครั้ง
 
ทั้งนี้ บุคคลที่อยู่ในกลุ่มศึกษา ซึ่งมีอายุระหว่าง 20-85 ปี มีรายงานว่า ทานช็อคโกแลตเฉลี่ย 2 ครั้งต่อสัปดาห์ และออกกำลังกายเฉลี่ย 3.6 ครั้งต่อสัปดาห์  โดยผู้ที่ทานช็อคโกแลตถี่กว่าค่าเฉลี่ย มีแนวโน้มที่จะมีสัดส่วนน้ำหนักต่อส่วนสูงที่ต่ำกว่า ทั้งนี้โดยใช้การนำน้ำหนักมาหารกับส่วนสูง และคูณ 2
 
ตามปกติแล้ว ดัชนีมวลรวมของร่างกายของคนปกติจะอยู่ระหว่าง 18.5-24.9 ขณะที่บุคคลที่ต่ำกว่านั้น ถือว่ามีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ และคนที่สูงกว่า 25  น้ำหนักสูงกว่าเกณฑ์
 
เบียทริซ โกลอมบ์ หัวหน้าคณะผู้วิจัย จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย-ซานดิเอโก เผยว่า ผู้ใหญ่ที่บริโภคช็อคโกแลตบ่อยครั้งกว่า จะมีระดับดัชนีมวลรวมของร่างกายต่ำกว่าผู้ที่ทานน้อยกว่า  ผลการศึกษาที่ชี้ว่า ยิ่งปริมาณช็อคโกแลตที่บริโภคมีมากเท่าใด  ก็จะมีส่วนเชื่อมโยงกับดัชนีมวลกายที่ต่ำลงมากเท่านั้น เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจสำหรับคนทั่วไป อย่างไรก็ดี ผลการศึกษาครั้งนี้ จำเป็นต้องมีการวิจัยและศึกษาเพิ่มเติม ซึ่งรวมถึงการทดลองศึกษาถึงประโยชน์ของมันที่มีต่อระบบการเผาผลาญอาหารของร่างกาย
 
อย่างไรก็ดี คณะผู้วิจัยเตือนว่า ต้องไม่ลืมว่าช็อคโกแลตหนึ่งแท่ง มีปริมาณแคลอรีสูงถึง 200 แคลอรี ซึ่งส่วนใหญ่มาจากไขมันอิ่มตัว และน้ำตาล ดังนั้นเพื่อสุขภาพที่ดี การจำกัดการบริโภคต่อครั้งให้อยู่ที่ปริมาณเพียง 1 ออนซ์ หรือเพียงแต่เหยาะผงโกโก้ ซึ่งมีปริมาณไขมันต่ำ ลงในอาหาร 1 ครั้งต่อวัน ก็เป็นเรื่องที่เหมาะสม

ช็อกโกแลตต่อแท่ง (40 กรัม) จะให้โพลีฟินอล (Polyphenol) อันเป็นส่วนประกอบของแอนตี้ออกซิแดนท์ (Antioxidant) ในระดับมาตราฐาน 200 มิลลิกรัม จะช่วยเพิ่มความดันเลือด กระตุ้นการเต้นของหัวใจ ขณะที่แอนตี้ออกซิแดนท์จะช่วยให้ผิวสวย ชะลอความเหี่ยวย่น สามารถป้องกันมะเร็ง และช่วยให้หัวใจมีสุขภาพดี


โดย - มติชน *  [{-11-}]

หน้า: [1] 2 3 ... 114