ยินดีต้อนรับแขกผู้มาเยือน กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
 
Please Login!

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - gipza

หน้า: [1] 2 3
1
โทรศัพท์&การสื่อสาร / Re: C6 สภาพ 99.99% ขายด่วน
« เมื่อ: 24 ธันวาคม 2010, 15:25:02 »
สนใจค่ะ  ราคาเท่าไรค่ะ 

2
พี่มีค่ะ  พอดีซื้อมานานแล้วแต่ไม่ได้ใช้

3
มิจฉาชีพ  ระวัง!



ตำรวจเตือนมามีผู้เคราะห์ร้ายแล้ว

ลองนึกภาพดู ท่านกำลังเดินมาในลานจอดรถ เปิดประตุรถและเข้าไปในรถ ท่านล็อคประตู แล้วสตาร์ท รถยนต์ และเข้าเกียร์ เพื่อถอยรถ

 ขณะนั้นท่าน มองที่กระจกส่องหลังที่อยู่หน้าคนขับเพื่อมองทางที่จะถอย ทันใดก็ เห็นว่ามีกระดาษแผ่นหนึ่งติดอยู่กลางกระจกรถด้านหลัง ท่านก็ต้องเปลี่ยนเกียร์มาที่ ตำแหน่งเพื่อจอดรถ เปิดประตู ออกจากรถเพื่อจะลงไปเอากระดาษที่ติดอยู่ออก เพราะทำให้การมองเห็นไม่ดี

 ขณะที่เดินถึงด้านหลังของรถ จู่ๆ ก็มีชายคนหนึ่งโผล่มาจากที่ไหนก็ไม่รู้กระโดดเข้าไปในรถและขับรถออกไป เครื่องยนต์กำลังติดอยู่ (เจ้าของรถที่เป็นผู้หญิงจะมีกระเป๋าถือวางอยู่ในรถด้วย)รถที่ออกก็จะพุ่งออกไปท่านต้องหลีก เพราะกลัวถูกชน

 โปรดระวัง โจรรถยนต์ บางรายเริ่มใช้วิธีนี้แล้ว วิธีที่ดีและปลอดภัย คือ ท่านขับรถออกเลยไปปล่อยให้กระดาษติดอยู่ที่กระจก แบบนั้นแหละ นึกไว้เลยว่า เราโดนโจรเล่นงานแล้ว และค่อยไปเอากระดาษออกทีหลัง หลังจากที่ออกรถไปจากลานจอดรถที่น่าสงสัยนั้นแล้ว

ขอให้ทุกคนส่งต่อด่วน ไปให้ญาติมิตร เพื่อน ๆ ทุกคนได้ระวังกันไว้ โดยเฉพาะที่เป็นผู้หญิง

 
 
ที่มา: fwmail
 

4
เวลาที่คุณปวดหัวคุณจะทำอย่างไร ส่วนใหญ่มักเลือกที่จะนอนพักผ่อน หรือไม่ก็อาจจะหายาแก้ปวดมากิน

แต่คุณทราบหรือไม่ว่า "น้ำ" ก็สามารถที่จะช่วยให้คุณหายปวดได้เหมือนกันค่ะ ข้อมูลนี้ไปเก็บมาจาก วารสารชีวจิตค่ะ หากคุณปวดหัวมากจนไม่สามารถที่จะนอนหลับได้ ลองใช้กระเป๋าน้ำร้อนหรือขวดใส่น้ำร้อน แต่ไม่ควรจะร้อนจนเกินไปนะคะเดี๋ยวจะต้องรักษาแผลพุพองที่ตามมาอีกค่ะ หลังจากนั้นก็ประคบที่บริเวณท้ายทอย แล้วใช้ความเย็นประคบที่หน้าผาก จะช่วยให้อาการทุเลาลงได้

แต่ถ้าเป็นอาการที่เกิดจากกล้ามเนื้ออักเสบหรือเอ็นอักเสบ ให้ใช้กระเป๋านำแข็งประคบตั้งแต่ต้นคอลงมาถึงหัวไหล่ในวันแรกเพื่อลดอาการอักเสบและใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบในวันต่อๆ มา จะช่วยให้คลายปวดได้ หรือถ้ามีอาการปวดหัวซึ่งเกิดจากเลือดลมเดินไม่สะดวกรู้สึกมึนๆ ตื้อๆ ให้ใช้วิธีแช่เท้าในน้ำอุ่น โดยเริ่มจากใช้น้ำอุ่นในปริมาณน้อยๆ แล้วค่อยเพิ่มให้น้ำร้อนขึ้นๆ จนกระทั่งรู้สึกอุ่นสบาย แช่ไว้ประมาณครึ่งชั่วโมง อาการปวดจะบรรเทาลง

อีกวิธีหนึ่งก็คือ นอนคว่ำเอาหมอนรองที่หน้าอก จากนั้นเอาน้ำร้อนประคบที่หลังส่วนบน หรือบริเวณกลางหลังตรงกับแนวกระดูกสันหลัง วิธีนี้จะช่วยให้รู้สึกสบาย

เลิกใช้ยาแล้วหันมาใช้ธรรมชาติช่วยก็คงจะดีไม่น้อยค่ะ

แหล่งข้อมูล : มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
 

5
หลายคนนิยมทาแป้งโรยตัวเพราะทาแล้วรู้สึกว่าผิวเนียน เนื้อนวล แถมมีกลิ่นกลุ่นหอมละมุนอีกต่างหาก ใครๆ ก็เลยนิยมใช้แป้งกันอย่างแพร่หลาย ใช้กับทุกส่วนของร่างกายตั้งแต่หน้าจนถึงฝ่าเท้า ไม่เว้นกระทั่งก้นและจุดซ่อนเร้น

ซึ่งผู้หญิงส่วนมากให้ความเห็นว่า ช่วยให้แห้งสบายจากความชื้นโดยเฉพาะเมื่อใช้แผ่นอนามัยรองซึมซับกันเปื้อน ใช้กันตั้งแต่เด็กแบเบาะจนแก่เฒ่า แทบจะเรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่ควบคู่มากับการใช้ชีวิตเลยก็ได้ แต่ใช้กันมากขนาดนี้ ชักสงสัยแล้วสิว่ามันจะทำให้มีปัญหากับสุขภาพบ้างไหม?

เพราะการใช้แป้งที่ก้นกับอวัยวะเพศมีมากจนเป็นแฟชั่นฮิตอีกอย่างหนึ่ง ในช่วงต้นของยุคปี ค.ศ. 1970 ก็เลยมีการสงสัยว่าแป้งทำให้เกิดมะเร็งที่รังไข่ได้หรือไม่? ก็มีคนทำการค้นคว้าและย้อนถามพบว่า คนที่เป็นมะเร็งรังไข่ 43% ที่ใช้แป้งอย่างมากมายกับอวัยวะเพศ แต่พวกที่ไม่ได้เป็นมะเร็งรังไข่ 28% ก็มีการใช้แป้งกับอวัยวะเพศเช่นกัน มันทำให้อัตราเสี่ยงมีมากถึงเกือบ 2 เท่า และมีอีกมากมายกว่า 30 รายการค้นคว้าที่ได้ผลประมาณว่าเป็นแบบเดียวกันนี้ บางรายงานสรุปความเสี่ยงมากถึง 2.5 เท่า


 
 
 
 
หลังจากปี ค.ศ. 1973 ในสหรัฐอเมริกาก็ออกกฎหมายบังคับให้แป้งที่ใช้ทาตัวและเครื่องสำอางต้องปราศจากแอสเบสตอส (เพราะคิดว่าอาจเป็นเพราะแอสเบสตอสทำให้เกิดมะเร็งที่ปอดและมะเร็งที่เยื่อบุในช่องปอดและช่องท้อง) แต่ก็ยังมีรายงานในปีถัดมาเรื่อยๆ ว่ามีโอกาสเสี่ยงเกิดมะเร็งที่รังไข่สูงขึ้น 33% ในพวกที่ใช้แป้งกับอวัยวะสืบพันธุ์ และมีรายงานหนึ่งที่พบว่าต่อมน้ำเหลืองที่อุ้งเชิงกรานของคนไข้ที่เป็นมะเร็งระยะที่ 3 ของรังไข่แบบ papillary serous มีเจ้า talc อยู่ในนั้น

สรุปว่าน่าจะมีความเกี่ยวข้องของการใช้แป้งที่บริเวณอวัยวะเพศและทำให้เกิดมะเร็งของรังไข่แบบเซลล์บุพื้นผิว (epithelial cancer)โดยอาจเป็นไปได้ที่แป้งสามารถหลงเข้าไปในร่างกายผ่านช่องคลอดมดลูกและท่อนำไข่เข้าไปสู่ช่องท้อง และด้วยความเชื่อที่ว่า talc เป็นอินออร์แกนิค (สารอนินทรีย์) จึงไม่สามารถย่อยสลายได้ในคน ขณะนี้แป้งที่ใช้โรยตัวและเครื่องสำอางในอเมริกาไม่ได้ใช้ talc แล้ว แต่เปลี่ยนมาใช้แป้งข้าวโพด (corn starch) ซี่งเป็นสารออร์แกนิค (สารอินทรีย์) สามารถย่อยสลายตัวในคนได้ ซึ่งคาดว่าน่าจะปลอดภัยกว่า ถึงตอนนึ้ยังไม่มีรายงานว่ามีความเกี่ยวข้องระหว่างการใช้แป้งข้าวโพดกับการเกิดมะเร็งที่รังไข่

แป้งโรยตัวและเครื่องสำอางที่เมืองไทยทำจาก talc เชื่อว่าไม่น่าจะมีใยหินหรือแอสเบสตอสปนเปื้อน แต่เนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่จะมีอันตรายต่อสุขภาพโดยเฉพาะเรื่องของมะเร็งรังไข่ดั่งรายงานทางการแพทย์ที่มีมากมาย ดังนั้นแม้แต่แป้งในอเมริกาที่เปลี่ยนไปใช้แป้งข้าวโพดแล้วก็ตาม กุมารแพทย์และสูตินรีแพทย์จึงแนะนำว่า ไม่ควรใช้แป้งหรือโลชั่นกับอวัยวะสืบพันธุ์ ดังนั้น...

 
 
 
 
เด็กๆ ที่ต้องใส่ผ้าอ้อม สาวๆ ที่ใช้ผ้าอนามัยยามมีประจำเดือน หรือหญิงวัยทองที่มักเคยชินทาแป้งบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์อยู่เสมอนั้น ที่จริงแล้วไม่มีความจำเป็นและไม่เหมาะสมที่จะทำเช่นนั้นอีกต่อไป ใครทำอยู่ก็เลิกเสียดีกว่าค่ะ

การดูแลสุขลักษณะบริเวณอวัยวะเพศและก้นไม่ให้อับชื้นก็คือ การล้างด้วยสบู่อ่อนแล้วล้างน้ำให้หมดสบู่ ตามด้วยการซับให้แห้งก่อนใส่ผ้าอนามัยชิ้นใหม่ และหมั่นเปลี่ยนผ้าอ้อมและผ้าอนามัยบ่อยๆ จะได้ไม่เหนอะตัว และไม่มีกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์

ถ้ารู้สึกว่ามีอาการแสบคันบริเวณก้นหรืออวัยวะเพศ ให้สังเกตและดูแลเรื่องของความชื้น หรือการแพ้ผ้าอนามัย หรือการใช้สบู่ที่มีความเป็นกรดหรือด่างมากเกินไป หรืออาจมีการติดเชื้อก็ได้ อย่านิ่งนอนใจควรไปปรึกษาแพทย์

เมื่อรู้สึกอยากจะใช้แป้งกับอวัยวะเพศ ก็ให้นึกว่า "อย่าเสี่ยงต่อการเกิดปัญหากับรังไข่ในอนาคตจะดีกว่า"

 
 
 
 
ถ้าไม่มีประจำเดือนก็ไม่ควรใช้แผ่นอนามัยรองกันเปื้อนเพราะพบได้บ่อยๆ ว่ามีอาการแพ้และผื่นขึ้นได้บ่อย

สำหรับการทาแป้งให้เด็กๆ คุณแม่ที่ชอบบีบแป้งใส่อุ้งมือและทาไปยังบริเวณก้นและอวัยวะเพศของเด็กทีละมากๆ ควรเลิกพฤติกรรมนี้ดีกว่าค่ะ

ถ้าจะใช้แป้งทาที่อื่นๆ ในร่างกายก็เทแป้งครั้งละน้อย และพยายามอย่าให้ฟุ้งในอากาศ เพราะจะปนเปื้อนเข้าปอดทั้งของคุณและเด็ก

ไม่ควรให้เด็กถือกระป๋องแป้งเขย่าเล่น เพราะอาจหกใส่และสำลักหายใจเอาแป้งเข้าปอดและปอดอักเสบ ซึ่งถ้าเป็นรุนแรงมีโอกาสถึงตายได้ค่ะ


ดังนั้นทุกครั้งที่ทาแป้ง ก็ควรใช้ทีละน้อยๆ และทาในบริเวณที่เหมาะสมนะคะ จะได้ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และที่สำคัญช่วยประหยัดเงินในการซื้อแป้งเป็นโหลๆ อีกต่างหาก


ข้อมูล : healthtoday
 
 
 
 

6
คลับรักสุขภาพ / ขจัดขี้ฟันให้ถูกวิธี
« เมื่อ: 26 กันยายน 2008, 18:48:08 »
มีสิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับการทำความสะอาดในช่องปากที่คุณอาจมองข้ามไปหลายๆ อย่าง ส่วนใหญ่แล้วการขจัดคราบอาหารในช่องปาก เราะจะเข้าใจว่าแค่แปรงฟันก็พอ


โดยข้อเท็จจริงแล้ว ฟันและเหงือกเป็นอวัยวะที่กักเก็บเศษอาหารที่ต้องมีอุปกรณ์และวิธีการทำความสะอาดอย่างที่พิถีพิถันพอสมควรเลยครับ มาดูกันว่าอะไรควรหรือไม่ควรปฏิบัติกันเพื่อสุขภาพช่องปากที่ดีตลอดไป
 
 
 
 
สิ่งที่ควรทำ

~ เลือกแปรงที่ขนนิ่มไม่แข็งเกินไป และ ควรจะแปรงฟันหลังรับประทานอาหารทุกครั้ง

~ แปรงให้ถูกวิธี ฟันบนปัดลงล่าง ฟันล่างปัดขึ้นบน แปรงทุกด้านของฟัน ด้านบดเคี้ยว ด้านนอก ด้านใน

~ ใช้ไหมขัดฟันขจัดเศษอาหาร ตามซอกฟันและใต้เหงือก เพื่อจะได้ทำความสะอาดได้ทั่วถึง

~ การใช้ Dental floss (ไหมขัดฟัน) ให้ใช้ทุกครั้งหลังจากการรับประทานอาหาร ทำทุกซี่

~ ท่านที่มีฟันห่างมาก ใส่ฟันปลอมแบบติดแน่น อาจจะต้องใช้แปรงซอกฟันทำความสะอาดด้านข้างของฟัน และใต้ฐานฟันปลอม

~ ใช้ยาสีฟันที่มีส่วนผสมฟลูออไรด์ (fluoride) และถ้าเป็นไปได้ควรอมน้ำยาบ้วนปากหลังการแปรงฟันทุกครั้ง

 
 
 
 
การขจัดคราบอาหาร (ขี้ฟัน) ออกให้หมดเกลี้ยงจะช่วยลดฟันผุ และเหงือกอักเสบได้อย่างตรงจุดที่สุด รู้อย่างนี้ก็อย่าปล่อยให้คราบอาหารค้างอยู่ในปากนานๆ ต้องพิถีพิถันขจัดออกเสีย สุขภาพเหงือกและฟันจะดีตลอดไป


สิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง

~ ไม่ใช้แปรงขนแข็งมาก (เพราะจะทำให้ฟันสึกได้ง่าย)

~ เลือกแปรงด้ามตรงไม่โค้งงอ เพราะแปรงเหล่านี้จะแปรงทำความสะอาดได้ดีเฉพาะบางตำแหน่ง

~ อย่าแปรงฟันแบบตามใจฉันที่ถนัด คือ แปรงขึ้นลงแรงๆ วิธีแบบนี้จะทำให้เหงือกร่นง่าย เพราะหลักการที่ถูกต้อง ฟันบนให้ปัดลงล่าง ฟันล่างให้ปัดขึ้นบน แต่ถ้าแปรงขึ้นลงเร็วๆ ฟันบนจะถูกแปรงกระแทกเหงือกให้ขึ้นไป ฟันล่างก็ถูกแปรงกระแทกให้เหงือกถอยลงล่าง จนเกิดอาการเหงือกร่น เป็นสิ่งที่แก้ไขให้กลับมาเหมือนเดิมยาก

และทำให้มีอาการเสียวฟัน เวลาแปรงด้านข้างก็จะถูเข้าออกแรงๆ เหมือนเลื่อยแบบนี้ ก็ทำให้คอฟันสึกเหมือนการโค่นต้นไม้ รอยสึกจะทำให้มีอาการเสียวฟัน ถ้าสึกเข้าไปลึกมาก อาจต้องรักษารากฟัน

~ อย่าใช้ไม้จิ้มฟันทำความสะอาดด้านซอกฟัน เพราะไม้จิ้มฟันมีผลต่อเหงือก ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างฟันมากขึ้น ให้ใช้ dental floss แทน

~ น้ำยาบ้วนปากช่วยทำความสะอาดช่องปาก โดยการลดจำนวนแบคทีเรียชั่วขณะ ดังนั้น ยังต้องแปรงฟันให้สะอาดด้วย


การมีสุขภาพฟันที่ดีนั้นนอกจากจะส่งผลให้สุขภาพจิตของเราดีแล้ว ยังจะช่วยเสริมบุคลิกให้เรามีความมั่นใจขึ้นได้ด้วยนะคะ เพราะคงไม่มีใครอยากมีปัญหากลิ่นปากเป็นปัญหาประจำตัวหรอกจริงมั้ยค่ะ


แหล่งข้อมูล : HealthToday
 
 

7
สมองต้องการสารอาหารอย่างครบถ้วนเพื่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งรวมถึงการจดจำข้อมูลต่างๆ เด็กที่ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ นอกจากจะทำให้ร่างกายไม่เจริญเติบโตแล้ว ในระยะเริ่มแรกเด็กจะขาดสมาธิ และเลี้ยงยาก ต่อมาในระยะยาวจะทำให้พัฒนาการทางด้านสติปัญญาช้ากว่าเด็กปกติ หรืออาจปัญญาอ่อนได้ ขึ้นกับความรุนแรงของการขาดสารอาหาร สมองต้องการอาหารดังนี้...


เนื้อสัตว์ เป็นแหล่งของโปรตีนที่เป็นโครงสร้างของอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย รวมทั้งสมอง นอกจากนี้ยังใช้ในการสร้างสารสื่อประสาทที่ช่วยในการทำงานของสมอง มีกรดอะมิโน 2 ชนิดในเนื้อสัตว์ที่มีผลต่อการสร้างสารสื่อประสาท คือ ทริปโตแฟน ( tryptophan) ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่จำเป็น เนื่องจากร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นมาได้เอง จำเป็นต้องได้รับจากอาหาร เพื่อนำไปสร้างสารสื่อประสาทซีโรโตนิน และไทโรซีน (tyrosine) ที่ร่างกายสามารถผลิตขึ้นมาเองได้ โดยจะนำไปใช้ในการสร้างสารสื่อประสาทโดปามีน

อาหารที่มีปริมาณโปรตีนสูง มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ และมีไทโรซีนสูง เช่น อาหารทะเล ถั่วเหลือง เนื้อสัตว์ต่างๆ ไข่ และนม จะช่วยให้สมองมีพลัง กระฉับกระเฉง ตื่นตัว จึงเหมาะสำหรับเป็นอาหารในช่วงเช้า และกลางวัน ส่วนอาหารที่มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตสูง มีโปรตีนต่ำ และมีทริปโตแฟนสูง เช่น ข้าว ถั่วเล็ดแห้งต่าง ๆ งา และขนมหวาน จะช่วยให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลายและอารมณ์ดี จึงเหมาะสำหรับเป็นอาหารในมื้อเย็น ที่ร่างกายต้องการพักผ่อนนอนหลับอย่างสุขสงบ

แป้งและน้ำตาล เมื่อถูกย่อยจะได้กลูโคสที่เป็นแหล่งพลังงานสำคัญของสมอง จึงควรพยายามรักษาระดับน้ำตาลในร่างกายให้คงที่ เพราะหากมีการเปลี่ยนแปลงมากเกินไปจะมีผลต่อการทำงานของสมอง ทำให้ระดับของสารสื่อประสาทไม่สมดุล ซึ่งจะทำให้เกิดอาการมึนหัว ง่วงนอน สับสน และอาจถึงกับเป็นลม ชัก หมดสติได้ แหล่งของแป้งและน้ำตาลควรมาจากข้าว ธัญพืชชนิดต่างๆ
 
 
 
 
ผักและผลไม้ ที่มีกากใยมากกว่าขนมหวานเพราะมีส่วนประกอบของน้ำตาลสูง เนื่องจากใยอาหารจะช่วยในการดูดซึมน้ำตาล ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่เพิ่มสูงเร็วเกินไป สำหรับอาหารที่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบมาก หลังจากรับประทานจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ร่างกายจะหลั่งอินซูลินออกมามากเพื่อรักษาระดับน้ำตาล และอาจทำให้ระดับน้ำตาลในร่างกายลดลงอย่างรวดเร็ว จนมีผลกับการทำงานของสมองได้


ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกอยู่ในวัยเรียน จึงไม่ควรให้ลูกรับประทานขนมหวานมากเกินไป เพราะจะมีผลต่อสมาธิในการเรียน ความจำ และการทำงานของสมอง โดยเฉพาะในเด็กเล็กจะงอแงและเลี้ยงยาก


ไขมัน ส่วนประกอบของสมองมากกว่าร้อยละ 60 เป็นไขมันที่หุ้มเส้นใยประสาท ทำให้เพิ่มความเร็วในการขนส่งกระแสประสาทในสมอง และช่วยเพิ่มความจำด้วย กรดไขมันโอเมก้า- 3 ที่ประกอบด้วย EPA (eicosapentaenoic acid) และ DHA (docosahexaenoic acid) มีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของสมอง โดยพบว่าผู้ที่ได้รับกรดไขมันโอเมก้า- 3 ไม่เพียงพอจะทำให้มีอาการซึมเศร้า ความจำและความสามารถในการเรียนรู้ลดลง IQ ต่ำ และอาจมีอาการทางจิตอื่นๆ ในทารกและเด็กที่กำลังเจริญเติบโตจะทำให้สมองมีพัฒนาการที่ไม่สมบูรณ์ โดยมีขนาดเล็ก และมีผลต่อการมองเห็น กรดไขมันโอเมก้า- 3 มีมากในปลาทะเลทุกชนิด เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาซาร์ดีน และปลาแมคเคอเรล เป็นต้น
 
 
 
 
ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีองค์ประกอบของไขมันที่ผ่านกระบวนการมาแล้ว (hydrogenated) เนื่องจากไขมันดังกล่าวได้มีการปรับโครงสร้าง เมื่อเข้าสู่สมองจะมีผลกระทบต่อการทำงาน และการส่งกระแสประสาทของเซลล์สมอง นอกจากนี้ไขมันที่ผ่านกระบวนการนี้ยังมีลักษณะเป็นไขมันอิ่มตัว ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเกาะและอุดตันเส้นเลือดได้ โดยหากไปอุดตันเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองจะทำให้สมองบริเวณนั้นตาย และเป็นอันตรายถึงชีวิต


ผักและผลไม้ อุดมไปด้วยวิตามินและเกลือแร่ที่จำเป็นต่อการทำงานของสมอง โดยวิตามินบี ชนิดต่างๆ จะช่วยในกระบวนการสร้างพลังงาน วิตามินเอ ซี และอี จะมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและช่วยเพิ่มภูมิต้านทานของสมองต่อสารต่างๆ ที่เป็นมลพิษ โซเดียม โปแทสเซียม และแคลเซียมช่วยในการส่งสัญญาณประสาทและกระบวนการเก็บความจำ เหล็กมีผลต่อสมาธิและการเรียนรู้ พบว่าเด็กที่ได้รับธาตุเหล็กอย่างเพียงพอจะมีผลการเรียนที่ดี และสนใจอยู่กับบทเรียนได้นานขึ้น


ถ้าเพื่อน ๆ ที่นี่คนไหนที่อยากให้คนที่รักมีสมองและความจำดีทานก็ลองทำอาหารที่มีส่วนประกอบต่าง ๆ ข้างต้นดูนะคะ คนใกล้ ๆ ตัวจะได้มีสุขภาพสมองที่ดีค่ะ


แหล่งข้อมูล : HealthToday
 
 

8
จิงหรอ  แบบนี้ต้องกินด่วน  [$1$]

9
น่าสนใจมากๆๆเลย ขอบคุณนะจ้า :P

10
พอดีไปสอบ กพ มามีแต่ภาษาไทย คิดดูนะข้อสอบ 100 ข้อ ภาษาไทย 70 ข้อเลย
ปวดหัวมากๆ   พอดีไม่ชอบภาษาไทยเท่าไหร่ด้วย ใครมีวิธีอ่านภาษาไทย ให้เข้าใจ
ง่ายๆๆ ช่วยหน่อยนะจ้า [{-11-}][$h6$]

11
Writer Board / ทำงานให้สนุกเป็นสุขเมื่อทำงาน
« เมื่อ: 31 สิงหาคม 2008, 23:29:57 »
  [$4$] [$4$] [$4$] [$h15$] [$h15$]
ลองมาอ่านกันดูนะเผื่อจะคลายเครียดได้บ้างนะจ้าการทำงานมันก็ต้องมีบ้างที่รู้สึกเบื่อ เหนื่อยล้า และเกิดอาการเซ็งกับการงานที่ต้องทำซ้ำๆ ซากๆ อยู่ทุกวัน นอกจากงานที่น่าเบื่อ บางครั้งยังเจอเพื่อนร่วมงาน ลูกน้อง และเจ้านายที่ไม่ได้เรื่อง งานนี้ความสนุกในการทำงานยิ่งหมด

เราลองมาปรับความคิด ปรับพฤติกรรม เพื่อให้เราสนุกกับงานกันบ้างดีกว่าไหม แล้วเรื่องสนุกๆ กับการทำงานจะไม่หมดอย่างแน่นอน

ปล่อยวาง การที่เราเอาแต่เคร่งเครียดกับการทำงานไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น ต้องรู้จักที่จะปล่อยวางการงานตรงหน้าลงบ้าง อาจจะไปเที่ยวดูหนัง ฟังเพลง ทานอาหารนอกบ้าน กับเพื่อน กับครอบครัว กับคนสนิท คนรู้ใจ ทางที่ดีก็ชักชวนกันไปเที่ยวพักผ่อนที่ต่างจังหวัดในวันหยุดบ้างก็ได้

อย่าให้ตนเองเป็นหลักคนอื่น การที่เราเอาตัวเองไปเป็นหลักให้คนอื่นต้องคอยยึดนั้นไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีเสมอไปหรอกนะ ยิ่งเราเป็นหลักให้คนอื่นมากเท่าไร เราก็ยิ่งต้องแบกรับภาระหนักมากขึ้นเท่านั้น ทางที่ดีที่สุด ลองปล่อยให้คนอื่นเขาทำอะไรด้วยตัวเขาเองบ้าง ยามที่เขาต้องการความช่วยเหลือก็ค่อยยืนมือเข้าไปช่วยในบางส่วน แต่อย่าไปรับมาทำเองทั้งหมดล่ะ ไม่งั้น เราเองนั่นเแหละที่จะน็อตหลุดไปซะก่อน

สร้างสรรค์จินตนาการ ยามที่เราต้องเจอเรื่องเครียด หรือต้องทำงานจนเกิดอาการเครียดขึ้นมา ให้หยุดงานตรงหน้าเอาไว้สักพักแล้วเดินออกไปสูดอากาศ มองฟ้า มองเดือน มองดาว มองอะไรต่อมิอะไรที่มีมากมายให้มอง หรือจะเปิดเพลงฟัง อ่านนิยายสักเรื่อง เพื่อสร้างจินตนาการ หรือมีเวลามากพอก็วาดภาพสักรูป จะจัดห้องใหม่ จัดบ้านใหม่ หรือจัดสวนก็ได้ ลองทำอะไรที่หนีห่างจากงานที่เครียด เพื่อสร้างจินตนาการบ้าง บางทีก็สร้างจินตนาการของเราก็จะช่วยให้เกิดความคิดดีๆ ในงานที่ทำก็ได้นะ

นินทาบ้างไม่ใช่เรื่องเสียหาย การนินทานั้นบางครั้งก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรนัก เชื่อเถอะว่าทุกที่ย่อมมีการนินทากาเลกันทั้งนั้น เนื่องจากการนินทาเป็นการเริ่มต้นที่ดีของการได้ระบายความไม่พอใจ ความอึดอัดคับอกคับใจในเรื่องต่างๆ ทำให้ได้รู้สึกสบายใจมากขึ้น รวมทั้งยังเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะได้เพื่อนร่วมงานที่มีแนวความคิดคล้ายๆ กัน และเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้สึกซึ่งกันและกัน อย่างน้อยๆ ในบางเรื่องเราก็จะได้ไม่รู้สึกว่าเราแย่หรือเราทำผิดอยู่คนเดียว

มีอารมณ์ขันเป็นประจำ เรื่องขำๆ เกิดขึ้นได้เสมอหากเราทำจิตใจให้เบิกบาน แจ่มใส การที่เรามีอารมณ์ขัน มีอารมณ์ดีตลอดเวลานั้นจะไม่ทำให้ชีวิตของเราหดหู่จนเกินไป ช่วยทำให้สุขภาพเราดีด้วย บุคลิกของเราก็ดูดี ไม่น่ากลัวจนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้อย่างแน่นอน สุดท้ายยังส่งผลให้สมอง จิตใจของเราปลอดโปร่งโล่งสบาย และเริ่มที่จะมองโลกในแง่ดีมากขึ้น ยามเคร่งเครียดก็หาหนังสนุกๆ หรือตลกมาดูแก้เครียดกันเถอะ

การที่เราจะทำงานให้สนุกนั้น เราต้องรู้จักมองโลกในแง่ดี ยามเบื่อก็ลองท่องเอาไว้ โลกนี้หนอช่างโสภา ท้องฟ้าสดใสแสนโสภี เรื่องง่ายๆ แบบนี้ไม่ยากเกินไปใช่ไหม ทำงานให้สนุก เป็นสุขเมื่อทำงานกันดีกว่า?


 
 
 

12
Writer Board / วิธีมีความสุขกับสิ่งรอบตัว
« เมื่อ: 31 สิงหาคม 2008, 23:27:12 »
 [$35$]
ชีวิตเป็นอนิจจัง ไม่เที่ยง มีขึ้นมีลง หากอยากมีความสุข คุณต้องรู้จักซึมซับความรู้สึกอื่น ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นความโศกเศร้าหรือความโกรธที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน รวมทั้งยอมรับในสิ่งที่คุณมี และสถานภาพที่คุณเป็น เพื่อจะได้มีความสุขกับชีวิตมากที่สุดที่จะทำได้ ถ้าคุณไม่รู้จักความทุกข์ แล้วคุณจะรู้จักความสุขได้อย่างไร คนเราไม่อาจมีความสุขได้ตลอดเวลา เราต้องไขว่คว้า แสวงหาและชื่นชมจึงจะได้มาซึ่งความสุข มีคนเคยกล่าวว่า ?ความสุขหาได้ ความทุกข์ไม่ต้องหา...มาเอง? ดังนั้นเรามาลองดูวิธีการสร้างสุขกันดีกว่า

25 วิธีมีความสุขกับสิ่งรอบตัว เก็บมาฝากค่ะ เพราะอยากให้ทุกคนมีความสุข

1. คิดใหม่ ใช้ชีวิตราวกับว่าวันนี้เป็นวันสุดท้าย คนที่ป่วยหนักใกล้ตาย จะไม่ปล่อยเวลาให้สายเกินไปอีกแล้ว จะท่องเที่ยวไปในโลกกว้าง หรือติดต่อพบปะเพื่อนฝูง เราทุก คนก็ควรตระหนักว่าอาจไม่มี ?พรุ่งนี้ ? ก็ได้

2. จดบันทึก เขียนเล่าเรื่องถึงสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นกับคุณทุกวัน การจดบันทึกช่วย แก้ปัญหาและขจัดเรื่องไม่ดีที่ รกสมองออกไปได้ด้วย

3. มองในแง่มุมอื่นบ้าง ลองคิดว่าคุณอยากให้คนอื่นจดจำคุณในด้านใดหรือหากวันหนึ่งต้องเล่า เรื่องชีวิตตนเองให้หลาน ๆ ฟังคุณจะเล่าอะไร แล้วคุณพลาดการนัดกับเพื่อน เพื่อไปดูหนัง ตอนนี้คุณรู้สึกอย่างไรบ้างเมื่อมองย้อนกลับไป

4. อย่าให้เรื่องเล็กน้อยกวนใจ ไม่คุ้มหรอกที่จะหัวเสียกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง หากคนขับรถข้าง ๆ ไม่ยอมให้คุณเบียดเข้าเลน ก็ยิ้มและโบกมือให้เขาไปเลย

5. ทำงานยากให้เสร็จ ลงมือได้แล้ว อย่าผัดวันประกันพรุ่ง โอ้เอ้ไปก็มีแต่ทำให้ หนักใจเหนื่อยกาย ไหน ๆ งานนี้ก็ต้องทำโดยไม่มีทางหลีกเลี่ยง ก็น่าจะทำให้เสร็จ ๆ ไปเลย

6. เลิกทำตัวจำเจ ชีวิตคงน่าเบื่อหากทำอะไรซ้ำซากทุกวันทุกสัปดาห์ เราน่าจะมีเรื่องแปลก ใหม่มาทำให้หัวใจกระชุ่มกระช่วยบ้าง เปลี่ยนแปลงตัวเองด้านการแต่งกาย ทรงผม ทานอาหารรสชาดใหม่ ๆ

7. อย่าเปรียบตัวเองกับคนอื่น ใครจะมีสระว่ายน้ำ บ้านหลังใหญ่ๆ รถหรูคันใหม่ไม่ต้องสนใจ หากดูให้ดี ๆ คุณอาจพบว่าพวกเขาเหล่านั้นต้องทำงานสัปดาห์ละเจ็ดวัน ไม่มีเวลาเจอคนในบ้านหรือเพื่อนฝูงหรืออาจต้องผ่อนหนี้สินไปอีกหลายสิบปี

8. กำจัดข้าวของรกบ้าน เสื้อผ้า ของเล่น หนังสือเก่า ที่ไม่ใช้แล้ว ยกไปบริจาคเถิดได้บุญกุศล ทำงานอยู่กับบ้าน ผ่าน net 100% รายได้ 5 หมื่น บ/ด ขั้นต่ำ ขอย้ำว่าขั้นต่ำ สมัครที่  http://offto.net/new_8f6b/

9. รู้จักเอ่ยคำว่า ? ไม่ ? ไม่ต้องลงมือทำเองทุกเรื่องเพราะชีวิตคุณก็วุ่นวายพออยู่แล้ว

10. รดน้ำต้นรัก รักคู่ครองของคุณอย่างที่เขาเป็นที่คุณคิดว่าเขาเปลี่ยนไปนั้นเป็นความจริงหรื อท ุกอย่างเมื่อใช้งานไปได้ระยะหนึ่งก็ต้องบำรุงรักษาเป็นของธรรมดา ความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาก็เช่นกัน ต้องมีการดูแลใจใส่กันบ้าง

11. อย่าให้ความคุ้นเคยกลายเป็นไม่ไว้หน้า หากคุณให้เกียรติเพื่อน หรือผู้อื่น คู่ครอง และคนในครอบครัว คุณก็ควรได้รับการปฏิบัติแบบเดียวกัน

12. มอบความรัก ให้คู่ครอง ครอบครัว และเพื่อน ๆ อย่าเขินที่จะบอกคนเหล่านี้ว่า คุณ ? รัก ?พวกเขาตรงไหน เมื่อ เขาทำอะไรดี ๆ ก็กล่าวคำชื่นชมบ้าง คำชมเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่เคยทำร้ายใคร
 
13. อย่ารับปรับทุกข์ทุกเรื่อง หากปัญหาของเพื่อนเริ่มมีผลกระทบต่อตัวคุณก็ไม่ต้องฝืนทำตัวเป็นเสาหลักให้เขา พิ งอยู่เรื่อยไป ให้เพื่อนหัดแก้ปัญหาและก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยตัวเอง

14. ติดต่อเพื่อนเก่า ยังไม่สายเกินไปที่จะโทรศัพท์ ส่งอีเมล์ หรือเขียนจดหมายถึงเขา ส่ง SMS

15. บำรุงอารมณ์ด้วยสีเขียว ตัดดอกไม้สดจากสวน หรือตื่นแต่เช้าไปตลาดซื้อดอกไม้ที่สดใสนำมาใส่แจกัน

16. ไปทะเลกันดีกว่า ทิวทัศน์กว้างไกล สายลม เกลียวคลื่น สองเท้าเปลือยเปล่าย่ำบนผืนทราย และแสงแดดลูบไล้แผ่นหลัง ไม่มีอะไรทำให้จิตใจเริงรื่นชื่นบานได้ดีกว่านี้อีกแล้ว

17. สร้างสรรค์ผลงาน จะเป็นภาพเขียน เย็บปักถักร้อย อบขนม จัดสวน หรืออะไรก็ได้

18. สูดอากาศบริสุทธิ์ ออกไปข้างนอกหรือเปิดหน้าต่างกว้าง ๆ สูดหายใจให้เต็มปอด คุณจะรู้สึกว่าอากาศเสียถูกขับออกจากตัว

19. ออกไปเดินเล่น การออกกำลังกายเบา ๆ จะช่วยเติมชีวิตชีวาให้คุณทั้งร่างกายและจิตใจ

20. ดูหนังตลกและหัวเราะให้สบายใจ

21. ย้ายเครื่องเรือนและของแต่งบ้าน หรืออาจทาสีห้องและผนังใหม่ด้วย

22. รอคอยสิ่งดี ๆ เช่น วันหยุดพักร้อน ออกท่องราตรีกับเพื่อนฝูง ไปดูหนัง ฟังเพลง หาร้านอาหารอร่อย ๆ ที่ไม่เคยไป รอโทรศัพท์จากคนรู้ใจ

23. ชวนเพื่อน/ คนรู้จัก หรือใครก็ได้ มากินมื้อค่ำ จัดห้องโต๊ะอาหารที่บ้านให้แปลกไปจากเดิม เสริฟ์เครื่องดื่มค็อกเทล เปิดเพลงเสริมบรรยากาศ สนุกกับการเตรียมอาหาร ทุกคนจะปลาบปลื้มหากเห็นว่าคุณทุ่มสุดฝีมือแล้วค่ำ คืนนั้นก็จะครึกครื้น

24. ยิ้มไว้ ยิ้มเป็นโรคติดต่อ ไม่เชื่อลองยิ้มดูสิ

25. ทำให้คนอื่นมีความสุขบ้าง ทำเพื่อตัวเองมามากแล้วก็น่าจะทำเพื่อคนอื่นบ้าง อาสาช่วยงานกุศล บริจาค พากันไปท่องเที่ยวหาความสุข หรือช่วยทำอะไรก็ได้ที่ทำให้คนอื่นมีความสุข

 

 
 

13
  ช็อกโกแลต เป็นขนมสุดโปรดของทุกเพศทุกวัย หลายคนส่ายหัวกลัวอ้วน แต่ก็อดไม่ได้ที่จะแอบชิมเล็กน้อย ว่าแล้วมาดูประโยชน์และโทษกันดีกว่า

          ว่าถึงข้อดีก่อน การวิจัยหลายสำนักบอกว่า สารฟลาโวนอยด์สที่มีอยู่ในช็อกโกแลต ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันมะเร็งบางชนิด และป้องกันไม่ให้เกิดคราบไขมันสะสมที่ผนังหลอดเลือดหัวใจ นอกจากนี้ ยังเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ป้องกันความดันโลหิตสูง และยังช่วยบรรเทาอาการท้องเสียได้อีกด้วย ส่วนสารทีโอโบรไมน์   (Theobromine)   มีฤทธิ์คล้ายกาเฟอีน ช่วยหยุดอาการไอเรื้อรังได้ ส่วนสารเฟนิลไทลามิน (Phenylethylamine) เชื่อว่าสามารถผลิตความรู้สึกที่เรียกว่า "รัก" ได้

          นอกจากผลทางสุขภาพ ผู้คนก็นิยมนำมาพอกตัวทำสปาเพื่อผิวพรรณความงามภายนอก ผลลัพธ์ที่ออกมาก็จะได้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส เพราะช็อกโกแลตมีวิตามินเอและอีที่จะเป็นตัวช่วยเสริมสร้างเซลล์ผิว รักษาความชุ่มชื่นให้กับผิวกาย ช่วยชะลอความแก่เหี่ยวย่น นอกจากนี้ แมกนีเซียมในช็อกโกแลตยังช่วยคลายกล้ามเนื้อ ผ่อนคลายความตึงเครียดจากอาการเหนื่อยล้าได้เช่นกัน

          แต่ของทุกอย่างมีข้อดีก็ต้องมีข้อเสีย อย่างสารเฟนิลไทลามิน ทีโอโบรไมน์ และกาเฟอีน อาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตสูงได้

          นอกจากนี้ ช็อกโกแลตยังให้พลังงานจากคาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามินเอ ดี เค และธาตุเหล็กค่อนข้างสูง หากกินมากเกินไปอาจส่งปัญหาด้านสุขภาพ  ทำให้เป็นโรคต่างๆ ได้ เช่น โรคอ้วน ความดันโลหิตสูง เป็นต้น ว่าแล้วก็เข้าตำราเดินทางสายกลางจะดีกว่านะ.


14
  ผลวิจัยชิ้นนี้ น่าจะส่งผลกระทบกับชาวมังสวิรัติพอสมควรทีเดียว เพราะมันบ่งชี้ว่า คนที่กินถั่วเหลืองมาก เช่น เต้าหู้ มีโอกาสเพิ่มขึ้นที่จะสูญเสียความทรงจำ นักวิจัยได้ศึกษาผู้สูงวัยชาวอินโดนีเซีย  719 คนทั้งในเขตเมืองและเขตชนบทของชวา พบว่าคนที่กินเต้าหู้มาก อย่างน้อยวันละ 1 มื้อ มีความทรงจำแย่ โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีอายุ 68 ปีขึ้นไป


          ผลงานของมหาวิทยาลัยลัฟโบโรชิ้นนี้ ตีพิมพ์ในวารสาร Dementias and Geriatias Cognitive Disordersผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองเป็นแหล่งโปรตีนทดแทนเนื้อสัตว์สำหรับประชาชนจำนวนมากในประเทศกำลังพัฒนา แต่ชาวตะวันตกก็กำลังบริโภคถั่วเหลืองมากขึ้นโดยเชื่อว่าเป็น "สุดยอดอาหาร"


          ถั่วเหลืองมีสารอาหารที่เรียกว่า ไฟโตเอสโทรเจน ซึ่งให้ผลคล้ายฮอร์โมนเอสโทรเจนของเพศหญิง มีหลักฐานว่าสารชนิดนี้อาจช่วยปกป้องสมองในกลุ่มคนหนุ่มสาวและคนวัยกลางคน แต่ยังไม่ทราบแน่ชัดถึงผลที่มีต่อสมองของผู้สูงอายุ ผลวิจัยล่าสุดชิ้นนี้บ่งชี้ว่า ไฟโตเอสโทรเจนในปริมาณมากอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคสมองเสื่อม


          หัวหน้าทีมวิจัย ศาสตราจารย์อีฟ โฮเกอร์เวิร์ส บอกว่า ผลวิจัยก่อนหน้านี้ระบุว่า การบำบัดด้วยเอสโทรเจนเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคสมองเสื่อมเป็น 2 เท่าในกลุ่มคนอายุ 65 ปีขึ้นไป เอสโทรเจนและอาจรวมถึงไฟโตเอสโทรเจน มีแนวโน้มจะกระตุ้นการเติบโตของเซลล์ ซึ่งอาจไม่เป็นผลดีต่อสมองของคนสูงวัย เอสโทรเจนในปริมาณมากอาจยิ่งทำให้เซลล์ที่เสียหายเพราะอนุมูลอิสระยิ่งเสียหายมากขึ้น


          อย่างไรก็ดี มีข้อสังเกตว่า สมองอาจไม่ได้เสียหายเพราะเต้าหู้ แต่เป็นเพราะสารถนอมอาหาร ฟอร์มาลดีไฮด์ ซึ่งใช้กันมากในอินโดนีเซีย นักวิจัยยอมรับว่า ต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อดูให้แน่ใจว่า ผลอย่างเดียวกันนี้จะเกิดขึ้นกับชนชาติอื่นๆ หรือไม่ อย่างไรก็ดี เคยมีการวิจัยพบว่า การกินเต้าหู้ในปริมาณมากเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคสมองเสื่อมในผู้ชายอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่น


          ศาสตราจารย์เดวิด สมิธ แห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด บอกว่า เต้าหู้มีสารอาหารที่ซับซ้อน ส่วนผสมหลายอย่างอาจส่งผล "เมื่อเราแก่ตัวลง สิ่งที่เกิดขึ้นในสมองอาจมีปฏิกิริยาต่อเอสโทรเจนในทางตรงกันข้ามกับที่เราคาดหวัง"


          งานวิจัยชิ้นนี้ยังพบด้วยว่า การกินถั่วเน่า ซึ่งได้จากการนำเมล็ดถั่วเหลืองไปหมัก ช่วยให้ความจำดีขึ้น ซึ่งอาจเป็นเพราะมีวิตามินโฟเลตสูง ซึ่งโฟเลตช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคสมองเสื่อม อย่างไรก็ดี งานวิจัยนี้ไม่ได้หมายความว่า การกินเต้าหู้ในปริมาณปานกลางจะทำให้เกิดปัญหา


          รีเบกกา วูด แห่งกองทุนวิจัยโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งสนับสนุนเงินทุนแก่โครงการวิจัยนี้บอกว่า ต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อค้นหาปัจจัยเสี่ยงและผลดีของสุดยอดอาหาร การวิจัยหาสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ค้นพบวิธีการใหม่ๆ ในการป้องกันโรคนี้



15
คลับรักสุขภาพ / เคี้ยวมากสุขภาพดี
« เมื่อ: 15 กรกฎาคม 2008, 19:45:00 »
 การเคี้ยวอาหารมิเพียงเกี่ยวกับสุขภาพเท่านั้น ยังเกี่ยวพันกับสมรรถนะของสมองอย่างแนบแน่นด้วย เพราะการเคี้ยวมาก จะช่วยให้สมองปราดเปรียวขึ้น โดยการเคี้ยวอาหารจะกระตุ้นให้ต่อมน้ำลาย (salivary gland) และต่อมใต้หู (parotid gland) หลั่งฮอร์โมนออกมา ขณะเดียวกัน อาการเคี้ยวซึ่งทำให้ฟันบนกับฟันล่างกระทบกันก็จะกระตุ้นสมองใหญ่ด้วย การกระตุ้นนี้จะทำให้สมองใหญ่ปราดเปรียวยิ่งขึ้น ช่วยเพิ่มพลังแห่งการวินิจฉัย การขบคิดและสมาธิ


ต่อไปนี้คือผลที่ได้จากการทดลองเกี่ยวกับจำนวนครั้งที่เคี้ยวอาหาร


         การเคี้ยวอาหาร 30 ที ผลที่ได้จากการกินอาหารแต่ละคำ ควรเคี้ยวอย่างน้อยที่สุด 30 ที จะช่วยให้เหงือกแข็งแรง และช่วยรักษาอาการขี้หงุดหงิดจิตใจไม่สงบ


         การเคี้ยวอาหาร 50 ที จะช่วยลดการกลัดกลุ้มเจ้าอารมณ์ อย่างน้อยที่สุดช่วยให้ลืมเรื่องไม่น่าอภิรมย์ได้ในเวลากินอาหาร นอกจากนี้ ยังลดความอ้วนได้ เนื่องจากไม่มีส่วนผสมของน้ำที่เกินจำเป็นถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย


         การเคี้ยวอาหาร 100 ที ช่วยให้หนักแน่นมากขึ้น สามารถวินิจฉัยและจัดการปัญหาต่างๆ อย่างสงบเยือกเย็น กินน้อยแต่ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้มาก นอกจากนี้ยังช่วยลดการอยากอาหารประเภทเนื้อ หรือระคายต่อร่างกายได้ด้วย


         การเคี้ยวอาหาร 200 ที ถ้ายืนหยัดเคี้ยว 200 ที ต่ออาหาร 1 คำได้ทุกมื้อแล้ว จะหายจากโรคกระเพาะเรื้อรัง และโรคกระเพาะอาหารเป็นแผลอย่างรวดเร็ว




16
 [$h7$] [$h7$]สงสัยโรคเดียวกะเราเลย  แต่เราไปหาหมอ  คุณหมอบอกว่าเป็นโรคกระเพาะ แล้วก้อให้ยามาเยอะเชียวกินยาหมดโรคก้อหายแล้วก้อเป็นใหม่อีก   เฮ้อเศร้าจัง  ตอนนี้ก้อเป็นอีกล่ะ  ท้องเบอเร่อ เลย  กินอะไรเข้าไปมันก้อไม่ยอมย่อย  ฮืม......ทำไงดีเนี้ย  ช่วยหน่อยจิ [$h15$] [$h15$]

17
นอกจากจะเป็นสาเหตุของโรคหลาย ๆ โรคด้วยกันแล้ว ผลการวิจัยล่าสุดซึ่งตีพิมพ์โดยหนังสือพิมพ์ดิอินดีเพนเดนท์ของประเทศอังกฤษระบุว่าการสูบบุหรี่นั้นยังมีผลเสียต่อเรื่องของเส้นผมด้วยโดยการวิจัยนี้พบว่าคนที่สูบบุหรี่จะมีอัตราการร่วงของเส้นผมที่เร็วกว่าคนปกติ ทำให้เกิดปัญหาศีรษะล้านหรือผมบางเร็ว

งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาผลของการสูบบุหรี่ต่อการร่วงของเส้นผมในผู้ชายชาวเอเชียเปรียบเทียบกับผลของการสูบบุหรี่ต่อการร่วงของผมในผู้ชายชายยุโรปและ อเมริกัน ซึ่งสามารถสรุปได้อย่างชัดเจนว่าการสูบบุหรี่นั้นมีผลต่อการร่วงของเส้นผมจริง ๆไม่ว่าแม้ในคนที่มีเชื้อชาติที่แตกต่างกันก็ตาม

สำหรับการสูบบุหรี่นั้นเป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นตัวเร่งทำให้คนแก่กว่าวัย ทั้งยังพบว่าเกี่ยวข้องกับการเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า ทำให้ผมหงอกไว และนอกจากนี้แล้วก็เป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นสาเหตุสำคัญของโรค หลาย ๆโรค ทั้งโรคมะเร็ง หัวใจและ ความเสียหายต่อระบบหมุนเวียนต่าง ๆ ของร่างกาย
 
 
 
 

 
 
แต่โรคต่าง ๆ อันเป็นปัญหาที่เกิดจากการสูบบุรี่เหล่านี้ก็ไม่ใคร่จะสร้างความตระหนักให้กับนักสูบชายโดยทั่ว ๆ ไปเท่าไหร่นัก

ต่างจากผลเสียของการสูบบุหรี่ต่อเรื่องของผมร่วงและหัวล้านซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพที่รักษาหรือหลบซ่อนไว้ได้ยากกว่าเรื่องผมหงอกหรือรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า ทำให้บรรดาแพทย์ ๆ ทั้งหลายมีความหวังขึ้นมาว่าผลการวิจัยล่าสุดนี้จะเป็นเหตุผลที่จะช่วยโน้มน้าวใจให้นักสูบชายหลายรายตัดสินใจเลิกบุหรี่ได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม โดยปกติแล้วรูปแบบศีรษะล้านในผู้ชายมักถ่ายทอดกันทางสายพันธุกรรมและมีความเกี่ยวข้องอย่างมากกับอิทธิพลของฮอร์โมนเพศชาย แต่เรื่องปัจจัยแวดล้อมหลายอย่างก็พบว่ามีส่วนทำให้เกิดศีรษะล้านได้ด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้แล้วเรื่องปัญหาหัวล้านยังแปรผันกันไปตามเชื้อชาติด้วย ซึ่งพบว่าผู้ชายเอเชียจะมีปัญหาเรื่องหัวล้านน้อยกว่าคนขาวหรือคนทางซีกโลกตะวันตก นั่นจึงยิ่งทำให้เห็นว่าปัญหาผมร่วงไวกว่าปกติในคนสูบบุหรี่ในคนทุกเชื้อชาติได้บอกถึงความผิดปกติหรือความเสียหายในร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งที่มีผลต่อเรื่องผมร่วง

ทีมนักวิจัยทีมนี้ทำการศึกษาในผู้ชายชาวไต้หวันจำนวน 740 คน โดยประชากรกลุ่มตัวอย่างนี้มีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 65 ปีหลังจากเก็บรวบรวมข้อมูลของกลุ่มตัวอย่าง

ซึ่งรวมถึง อายุเวลาที่เริ่มมีปัญหาผมบางผมร่วง ประวัติการสูบบุหรี่ ส่วนสูง น้ำหนัก และตัวอย่างเลือด แล้วนักวิจัยวิเคราะห์ผลปรับด้วยปัจจัยที่อาจจะมีผลต่าง ๆ แล้วสามารถสรุปได้ว่าปัจจัยเรื่องการสูบบุหรี่มีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการทำให้ผู้สูบมีปัญหาผมร่วงไวกว่าปกติ

?หลังจากควบคุมปัจจัยเรื่อง อายุ ประวัติครอบครัวแล้วพบว่ามีความสัมพันธ์กันระหว่างการเป็นศีรษะล้านปานกลางถึงมาก กับการสูบบุหรี่จัด หรือ คนที่สูบบุหรี่อยู่ในปัจจุบัน 20 มวนต่อวันหรือมากกว่า? น.พ.ลิน ฮุย ซู ผู้นำนักวิจัยจาก โรงพยาบาลฟาร์อีสเทิร์น เมโมเรียล ในประเทศไต้หวันกล่าว

นักวิจัยระบุว่าการสูบบุหรี่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อการไหลเวียนโลหิตในระดับจุลภาคซึ่งเป็นการส่งโลหิตไปเลี้ยงส่วนของเซลล์รากผมที่ไม่เพียงพอจึงเป็นสาเหตุของการเกิดปัญหาผมร่วงและศีรษะล้าน ผลการวิจัยล่าสุดนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ด้านจิตวิทยา The journal Archives of Dermatology
 
 

18
เกร็ดความรู้ สาระน่ารู้ ความรู้รอบตัว เกี่ยวกับน้ำตาลในผัก จริงอยู่ที่ว่าผักดีต่อ สุขภาพ คุณวิเศษของผักมีมากมาย แต่สำหรับคนที่เป็น โรคเบาหวาน หรือผู้ที่ต้องควบคุมน้ำตาลเป็นพิเศษ อาจไม่เหมาะกับผักบางชนิด เกร็ดความรู้ สาระน่ารู้ ความรู้รอบตัว วันนี้เรามีข้อมูลดีๆ ในการเลือกกินผักมาฝากกันค่ะ









          ผักดีต่อสุขภาพอย่างไม่ต้องสงสัย คุณวิเศษของผักมีมากมาย แต่สำหรับคนเป็นเบาหวาน หรือผู้ที่ต้องควบคุมน้ำตาลเป็นพิเศษ อาจไม่เหมาะกับผักบางชนิด วันนี้จึงมีข้อมูลดีๆในการเลือกกินผักให้ดีต่อสุขภาพมาฝากค่ะ

  ผักที่มีน้ำตาล 3-5 เปอร์เซ็นต์

          มะเขือ น้ำเต้า ใบตังโอ๋ ผักกาดขาว ผักกระเฉด แตงกวา บวบ ผักโขม ผักบุ้ง หน่อไม้ หัวผักกาดขาว ฟักเขียว ผักกาดหอม ผักบุ้งจีน ยอดฟักทอง เห็ดบัว แตงร้าน ผักตำลึง ผักกาดขาวปลี ขึ้นฉ่าย มะระ ถั่วงอก ผักกวางตุ้ง ผักคะน้า กุยช่าย สายบัว ชะอม ดอกหอม กะหล่ำปลี

 ผักที่มีน้ำตาล 5-10 เปอร์เซ็นต์

          ฝักถั่วลันเตา ใบชะพลู ต้นหอม ดอกกะหล่ำ ถั่วแขก ผักโขม หอมใหญ่ ใบทองหลาง ดอกโสน ถั่วพู มะรุม ดอกแค ขิง หน่อไม้ ข้าวโพดอ่อน หัวปลี กระเจี๊ยบ มะละกอดิบ ใบกระถิน ยอดและฝักอ่อนกระถิน

 ผักที่มีน้ำตาล 15-20 เปอร์เซ็นต์

          ดอกขี้เหล็ก เมล็ดถั่วลันเตา ใบมะขามอ่อน ใบย่านาง ผักหวาน ลูกเนียง มันฝรั่ง

 ผักที่มีน้ำตาล 20-30 เปอร์เซ็นต์

          กระจับ กลอย เผือก มันเทศ ใบขี้เหล็ก แห้วจีน

          อ่านกันมาถึงตรงนี้แล้ว ก็ขอฟันธงกันชัดๆเลยค่ะว่า ผักในกลุ่มที่มีน้ำตาล 20-30เปอร์เซ็นต์ไม่เหมาะกับคนเป็นโรคเบาหวาน ลองเช็คดูนะคะควรลดผักอะไรที่เป็นของชอบบ้าง

19
การดื่มน้ำนอกจากจะทําให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใสแล้ว ยังทําให้ระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายทํางานได้ดีอีกด้วย

ใน 1 วัน ควรดื่มเท่าไหร่ ?

ในทุก ๆ วัน ร่างกายจะต้องสูญเสียน้ำผ่านทางการหายใจและการขับถ่าย จึงเป็นสิ่งที่จําเป็นมากที่จะต้องรับน้ำเข้าไปเพื่อทดแทนส่วนที่เสียไป
และโดยปกติเราจะเสียน้ำจากการปัสสาวะเฉลี่ยวันละประมาณ 1.5 ลิตร
และอีกเกือบถึง 1 ลิตรสำหรับ การหายใจและเหงื่อ  ซึ่งถ้าคุณดื่มน้ำให้ได้วันละ 2 ลิตร (ประมาณ 8 แก้ว) ก็จะช่วยทดแทนการสูญเสียน้ำในส่วนนี้ได้ แต่สําหรับปริมาณน้ำที่ควรดื่มให้ได้ภายใน 1 วัน

เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวคุณเองแล้ว ถ้าเป็นหนุ่ม ๆ ควรดื่มให้ได้วันละ 3 ลิตร (ประมาณ 13 แก้ว)

ส่วนสาว ๆ วันละ 2.2 ลิตร (ประมาณ 9 แก้ว)

สําหรับสาว ๆ สปอร์ตี้เกิร์ล

จะต้องดื่มน้ำในปริมาณที่เยอะกว่าคนปกติ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับชนิดของกิจกรรมที่ทําด้วย ถ้าคุณออกกําลังกายในช่วงสั้น ๆ
ก็ควรจะดื่มน้ำเพิ่มเข้าไปครั้งละ 1-2 แก้วหลังจากออกกําลังกายแล้ว แต่ถ้าเป็นช่วงยาว ๆ ละก็เพิ่มขึ้นอีกสัก 2-3 แก้วก็ น่าจะเพียงพอแล้ว
 
 
ดื่มตอนไหน เวิร์กสุด ๆ

ตื่นนอนตอนเช้า 1 แก้ว (400 ซี.ซี.) เพราะเป็นช่วงที่มีความเข้มข้นของเลือดสูง เลือดจะมีลักษณะขาดน้ำ

ตอนสายๆ 2 แก้ว (เวลาประมาณ 9 โมงถึง 10 โมงเช้า) ช่วงนี้เป็นช่วงที่มีของเสียเกิดขึ้น เพราะร่างกายได้ทํางานไประยะหนึ่งแล้ว ฉะนั้น จึงควรดื่มน้ำเพื่อมาชําระของเสียเหล่านั้นออกไป

ตอนบ่ายๆ 3 แก้ว (เวลาประมาณบ่ายโมงถึงบ่ายสอง)

ตอนเย็น 3 แก้ว (เวลาประมาณ 1 ทุ่มถึง 2 ทุ่ม)

ก่อนนอนให้ดื่มน้ำอีก 1 แก้ว เพื่อให้น้ำที่ดื่มไหลเวียนชะล้างสิ่งตกค้างในลําไส้และกระเพาะอาหาร และยิ่งถ้าเป็นน้ำอุ่นด้วยแล้วจะยิ่งช่วยให้หลับสบายยิ่งขึ้น
 
 
 

20
สมัยก่อนคนมักจะคิดแค่ว่าคนนอนกรนนั้นน่ารำคาญ เพราะพลอยทำให้คนที่นอนข้างๆ นอนไม่หลับหรืออดหลับอดนอน

แต่ความจริงนั้นผู้ที่นอนกรนเองก็อันตรายเช่นเดียวกัน และอันตรายมากๆ ด้วยถ้ากรนผิดปกติ ผศ.นพ.ปาระยะ อาศนะเสน ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงช์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่าปัจจุบันประชาชนเข้าใจและตื่นตัวกับปัญหาเรื่องการนอนกรนกันมากขึ้น จากที่ในอดีตเคยเชื่อว่าการนอนกรนเป็นเรื่องธรรมดานั้น ความจริงแล้วผิด การนอนกรนคือสิ่งที่ผิดปกติ

เพราะเมื่อเกิดการกรนขึ้นแสดงว่ามีการอุดกั้นทางเดินหายใจ การกรนมีสองประเภทคือ กรนธรรมดา กับกรนอันตราย ถ้ากรนธรรมดา

ผู้ป่วยจะไม่รู้สึกผิดปกติแต่คนข้างๆ จะรำคาญ แต่การกรนอันตรายจะมีการหยุดหายใจร่วมด้วย เมื่อร่างกายขาดออกซิเจนก็จะทำให้เกิดปัญหาตามมา อาจทำให้หัวใจขาดเลือด เต้นผิดจังหวะ หรืออาจเป็นโรคปอด โรคหลอดเลือดสมอง การกรนอันตรายทำให้ร่างกายไม่ได้รับการพักผ่อนเต็มที่ ถึงจะหลับแต่ไม่ได้หลับลึก

เพราะเมื่อใดที่หลับลึกจะมีการอุดกั้นทางเดินหายใจมากขึ้น ร่างกายจึงต้องปลุกให้ตื่นอยู่ตลอดเวลา

ซึ่งจะทำให้ง่วงมากในตอนกลางวัน ตื่นมาแล้วไม่สดชื่น ปวดหัว ทำงานได้ไม่เต็มที่ สมรรถนะทางเพศลดลง การกรนเสียงดังแสดงว่าทางเดินหายใจตีบแคบ มีแนวโน้มเป็นกรนอันตรายสูง คนอ้วนไขมันจะพอกรอบคอ ทำให้ทางเดินหายใจแคบลงจึงนอนกรน แต่คนผอมก็กรนได้หากลิ้นไก่ยาวผิดปกติ
 
 
 

หน้า: [1] 2 3