ยินดีต้อนรับแขกผู้มาเยือน กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
 
Please Login!

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - (?)-ไซย้อย-(?)

หน้า: [1] 2 3 ... 35
1
เปลี่ยนมาเล่น Windows Phone กับผมดีกว่า ;)

2
S3 ไม่ใช่มันแถม   Speed Navi มาเหรอครับ  (หรือว่าหมดโปรร่วมแล้วหว่า) ???

ถ้ามี Sped Navi ผมว่าเจ๋งที่สุดแล้ว UI ใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน  เสียงเตือนทางเลี้ยวทางโค้งเพียบ

แต่ถ้าไม่มีแถมมา ก็ลอง  อันนี้นะครับ โปรแกรมนำทางที่ดีที่สุด Sygic GPS Navigation v12.1.3 + Custom POI 27 POI Data โดย: monthon2231
ลื่นไหลไม่กินเครื่องมาก ทำงานบน GPS ไม่เสียค่าเน็ตครับ

3
SOS Online Backup  ตัวฟรีไม่รู้มันจะจำกัดอะไรบ้างนะครับ
อีกอันก็...
Titanium Backup  ระดับป๋ากิ๊ก ผมว่าหาตัวเต็มได้ไม่ยาก
สุดท้าย
GO Backup  คล้ายๆอันที่2 แต่ว่ามันฟรี  ทำงานได้ไม่สู้แต่ก็พอใช้ได้ครับ

4
ถาม - ตอบ ปัญหาโทรศัพท์ / Re: Tablet ของ acer ค่ะ
« เมื่อ: 05 ธันวาคม 2012, 13:28:06 »
Windows 8 ครับ เดี๋ยวนี้มีเยอะแยะหลายค่ายเลย
Acer ตระกูล    iConia
ASUS ตระกูล   VIVO tab , Transformer
Sony ตระกูล    Tablet S
HP Touchpad
Samsung ATIV

5
Android / Re: ขอโปรแกรม GPS IGO Primo 9 v1.2 (3D) 2012
« เมื่อ: 28 พฤศจิกายน 2012, 21:25:55 »
iGO Primo v2.0 Cruise 9.6.2  อันนี้รึเปล่าครับ
หรือว่า iGO My Way 8.4

เท่าที่เคยเห็นนะครับ Primo มีใน WM,WinCE  ส่วน  My Way บน Android ครับ

แต่อันนี้ห้องAndroid สงสัยจะได้ใช้ My Way ละครับ ;)

ปล. ขอขนาดหน้าจอด้วยนะครับ  (ตัวอย่าง 480x272 , 800x480 ) ผมจะได้หาให้ได้ถูกรุ่นนะครับ :P
ปล2. ยังไงก็PMมาบอกด้วยละกันนะครับว่าโพสกระทู้แล้ว (ส่วนมากผมเช็คmailไม่ค่อยมีเวลาเข้าเว็บ)  :d1:

6
Windows Phone / เผย 6 ฟีเจอร์ใหม่บน windows phone 8
« เมื่อ: 04 พฤศจิกายน 2012, 18:06:26 »

Microsoft ได้เผย 6 ฟีเจอร์ใหม่ที่จะมาบนสมาร์ทโฟนระบบ windows phone 8 นั่นก็คือ

New lock screen การล็อกหน้าจอแบบใหม่นี้จะช่วยให้คุณปรับแต่งภาพพื้นหลังได้จากภาพจากแอพล่าสุด
Data Sense ฟีเจอร์วัดระดับการใช้งาน mobile data โดยแสดงบน Live Tile ให้เห็นด้วย ฟีเจอร์นี้ของไมโครซอฟท์จะจับมือร่วมกับเครือข่ายในสหรัฐเพื่อให้ข้อมูลที่ละเอียดกว่าเดิม เริ่มจาก Verizon เป็นรายแรกที่รองรับ
Kids Corner ฟีเจอร์สำหรับผู้ปกครองเพื่อป้องกันบางแอพพลิเคชั่นบนเครื่อง ก่อนที่เด็กจะเอาไปใช้งาน
Rooms ฟีเจอร์นี้เหมือนเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่เราจะเลือกเชิญเพื่อนเข้ามาแชทหรือแชร์รูปภาพในกรุ๊ป รวมไปถึงแชร์ปฎิทินอัพเดตงานได้ด้วย
Skype บน ws 8 จะได้รับการอัพเดตอยู่ตลอดเพื่อไม่ให้คุณพลาดทุกการติดต่อ
Lenses คือการเปิดให้แอพถ่ายรูปทั้งหลายเข้าถึงระบบกล้องของ WP8 ได้ เราจึงมีเลนส์เฉพาะทางอย่าง PhotoSynth ที่ใช้ต่อรูปได้ด้วย เลนส์จะอยู่ในแอพกล้องของ WP8 เลย จะใช้เลนส์ตอนถ่ายหรือหลังถ่ายภาพก็ได้


อ้างอิงจาก blognone
ที่มา htcsource

7


เป็นไปตามกำหนดสำหรับงานเปิดตัว Windows Phone 8 อย่างเป็นทางการ โดยงานถูกจัดขึ้นเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา ซึ่งการเปิดตัวอีกรอบในครั้งนี้เหมือนเป็นการเปิดตัวอย่างเป็นทางการอีกครั้งหนึ่งเพื่อตอกย้ำพวก Feature ต่างๆ และรวมถึงมี Feature อีกเล็กน้อยที่เพิ่มเข้ามา


นาย Joe Belfiore ได้ออกมาเปิดตัวด้วยตัวเองอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ได้ออกมาแนะนำ Feature ใหม่ๆของ Windows Phone 8 ที่เพิ่มเติมมาจากการเปิดตัวครั้งแรก แต่เหมือนเอาเค้กก้อนเดิมมาเพิ่ม Whiping Cream แค่นั้นเพราะยังไม่มีอะไรโดดเด่นกว่าเดิมมาก แถมนอกจากจะเปิดตัว Feature ใหม่ๆพวกนี้แล้วยังออกตัวเทียบกับ Apple และ Google อย่างน้องใหม่ไฟแรงด้วยการเทียบการออกแบบเครื่องรวมถึง Spec เครื่องและ Feature ต่างๆ ซึ่งถึงขั้นกับนิยาม Windows Phone ว่า “ไม่ใช่สำหรับทุกคนแต่มันสำหรับคนทั่วไป”



สำหรับ Feature ต่างๆที่เพิ่มเข้ามานั้นก็ยังคงอิงจากอันเก่ามาบ้างก็คือเรื่องของ Live Apps โดยมีการปรับให้ Live Apps พวกนี้สามารถไปใช้งานบนหน้า Lockscreen ได้ คือจะมีการแสดงผลเหตุการณ์สำคัญๆบนหน้า Lockscreen นั่นเอง รวมถึง App Facebook ก็ใช้ได้ ซึ่งจะมีการแสดงผลพวกรูปภาพต่างๆในหน้า Lockscreen ทันที

สำหรับ App ที่มาใหม่ในวันนี้ของ Windows Phone ไม่ได้มีแค่ Facebook ยังมี Twitter ใหม่อีกด้วย รวมถึงโปรแกรม Skype ที่ติดกับเครื่องมาเลย เรียกว่าเวลาโทรออกก็โทรได้ทันทีไม่ต้องเปิด App เพราะมัน intregrate เข้ามาติดกับเครื่องเลย รวมถึงการรับสายก็เช่นกันมันจะรันที่ Background เลยไม่เปลือง Battery

ยังไม่พอนาย Joe ยังออกมาบอกด้วยว่าพวก App ต่างๆใน Platform อื่นที่ฮิตๆกัน 50 Apps ต้นๆนั้น ตอนนี้มีอยู่ใน Windows Phone แล้วถึง 46 Apps รวมถึงโปรแกรมอย่าง Pandora ก็รวมอยู่ในนี้ด้วย

ต่อมามีการเปิดตัว Data Dense ที่เป็นความสามารถใหม่ล่าสุด ว้าวสุดในงานเพราะมันสามารถลดการใช้งาน Cellular data ได้ คือช่วยลดทอนปริมาณใช้งาน EDGE/3G/4G นั่นเอง ซึ่งเป็นการบีบอัดข้อมูลให้เล็กลงก่อนที่จะถูกนำมาแสดงผลในมือถือ เช่นพวกการเปิดเว็บไซต์ รวมถึงตัว  Data Sense นี้เองยังมีความสามารถค้นหา Free Wi-Fi ที่ไม่ล็อครหัสไว้ได้อีกด้วย ทั้ง 2 อย่างบวกกันทาง Microsoft คุยว่าจะสามารถช่วยลดปริมาณการใช้งาน data ต่อเดือนลงไปอีกถึง 45% ทำให้ไม่เปลืองและเอาส่วนที่เหลือไปใช้งานได้มากขึ้น นอกจากนี้เองโปรแกรมยังสามารถบอกปริมาณการใช้งาน Data ตั้งเตือนอะไรพวกนี้ได้อีกด้วย



ความสามารถต่อมาก็คือความสามารถที่ชื่อว่า Kid Corner อันนี้เองก็คล้ายๆการจำกัดที่มีอยู่บน iOS คือเป็นการจำกัดเลือก App ต่างๆที่สามารถใช้งานใน Kid Corner ได้ เผื่อให้เด็กๆเล่นได้ ซึ่งเป็นการจำกัด App ที่ไม่เหมาะสมรวมถึง App ที่มีความสำคัญต่อเราไม่ให้หนูๆของพวกเราเข้าไปซน เสี่ยงต่อข้อมูลของเราที่อาจจะหายหรือถูกเปลี่ยนแปลงโดยไม่ได้ตั้งใจ โดยที่เราสามารถเลือกเองได้เลยว่าโปรแกรมไหนที่อนุญาตให้เปิดได้



แถมความสามารถ Kid Corner นี้เองทาง Microsoft ก็ได้เชิญเด็กๆมาร่วมงานเปิดตัวแล้วให้ลองเล่นดู รวมถึงไฮไลท์ของงานก็คือ Jessica Alba ที่ออกมาบอกเหตุผลว่าทำไม Kid Corner ถึงมีความสำคัญครับ เพราะก่อนหน้านี้เองเธอใช้ iPhone แล้วลูกสาวของเธอเอาไปเล่นโพส Twitter ของเธอแบบมึนๆซะอย่างงั้น

ส่วนต่อมาเป็นการอัพเดทให้ People Hub รองรับ ความสามารถใหม่อย่าง Room แล้ว ซึ่งเราสามารถที่จะจัดเอาเพื่อนหรือครอบครัวมาไว้เป็นกลุ่ม เพื่อใช้ความสามารถใน Room อย่าง Chat, Note, Album เป็นต้น

นอกจากนี้ทาง Microsoft ยังได้ออกมาโปรโมทความสามารถเดิมๆอย่าง SkyDrive, XBox ซึ่งมีการชูถึงว่าใช้งานได้กับ PC ได้เป็นอย่างดี เพื่อ Service ต่างๆถูกลิงค์เข้ากันกันหมดแล้วอย่าง SkyDrive กดแชร์จาก Windows Phone ทีเดียวก็ไปโผล่ในคอมพิวเตอร์ของเราได้ทันที รวมถึง XBox Music ที่มีการ auto-sync ระหว่าง Windows Phone และคอมพิวเตอร์ทันทีอีกด้วยด้วย Account เดียวกัน

ก่อนจบงาน Steve Ballmer ก็ได้ออกมาย้ำว่า Windows Phone 8 รวมถึง Windows 8 นั้นเป็นการผสมผสานที่ลงตัว ใช้งานร่วมกันเป็นอย่างดี บวกกับเปิดตัว Hardware Windows Phone 8 อีกรอบทั้ง Nokia Lumia 920, Samsung ATIV S และ HTC 8X ซึ่ง Ballmer เองได้บอกว่าอุปกรณ์พวกนี้เป็น Killer Hardware ที่สามารถต่อกรกับแบรนด์อื่นได้สบายครับ

สำหรับใครที่รอ Windows Phone 8 กันอยู่ในบ้านเราก็คงมีการนำเข้ามาจำหน่ายแน่นอนครับในช่วงเดือนหน้า ทั้ง 3 แบรนด์ใหญ่

ที่มา: Pocketnow
http://www.mxphone.net/301012-microsoft-cut-ribbon-introduce-windows-phone-8/

8
Setting => [Applications] => Internet Explorer แล้วตั้งค่า Website preference เป็น Desktop Version ดูนะครับ
เต็มที่ก็ทำได้เท่านี้อ่ะครับ ถ้าจะปรับเหมือน IE บนคอม ตอนนี้ยังทำไม่ได้นะครับ

9














ปล.แต่คุณสมบัติบางอย่างบน Lumia920  ใน 900 ก็สามารถทำได้เหมือนกัน  :c3:

10
ของจีนซ่อมยากครับ  ต้องดูว่าเกรดไหน??
OS ที่มันลงมาให้ถ้าเป็น Android ก็แก้ได้ง่ายๆเหมือน Android ทั่วๆไป
แต่ถ้า OS ที่ลงมาให้เป็นจีนแท้ๆ ก็คงแก้ไม่ได้ละครับ

11
เห็นชื่อเว็บก็เดาออกเลยว่าเป็นเว็บแนวไหน ;)

ปล. จับผิด .... "ฝาก"นะครับไม่ใช่"ฟาก" :a4: :P

12
Windows Phone / [รีวิว] แรกสัมผัส Nokia Lumia 920 และ Nokia Lumia 820
« เมื่อ: 29 กันยายน 2012, 11:48:30 »


วันนี้ทาง NokiaGang ได้รับเชิญไปทดลองเล่น Nokia Lumia 920 และ Nokia Lumia 820 มา โดยเครื่องที่เอามาให้ลองเล่นนั้นยังไม่ใช่ตัวที่จะวางขายครับ เป็นตัว Prototype อยู่ และเนื่องจากรอบที่ผมไป เขาลืมเอาเครื่องที่เก็บไว้ในกล่องมาให้ลองเล่น จึงต้องแบ่งๆกันทดสอบเครื่อง 1 เครื่องจากผู้ที่สัมผัส 5 ท่านครับ บางอย่างอาจจะขาดตกไป ก็ขออภัยด้วยนะครับ

Nokia Lumia 920
Nokia Lumia 920 ที่ได้ลองจับวันนี้จะเป็นเครื่องสีดำ ภายนอกให้อารมณ์เหมือนกับ Nokia Lumia 900 ครับ แต่หน้าจอเป็น Corning Gorilla Glass เหมือนกับ Nokia N9 และ Nokia Lumia 800 ให้ความรู้สึกที่จับถนัดมือกว่า อาจจะเป็นเพราะรอยนูนของกระจกด้วย

และที่ทางโนเกีย ประเทศไทยได้โชว์ให้ดูหลักๆก็คือ การบันทึกวิดีโอด้วยระบบ OIS (Optical Image Stabilization) ช่วยลดการสั่นของมือ หรือถ่ายวิดีโอขณะเดินก็ช่วยให้การสั่นลดน้อยลง โดยการทดสอบครั้งมีการใช้สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆมาเข้าร่วมด้วย เชิญชมคลิปได้เลยครับ





ในส่วนของการถ่ายภาพ หลังจากทดสอบด้วยตัวเองแล้ว Nokia Lumia 920 ทำได้ดีในสภาวะแสงน้อยจริงๆ งานนี้ไม่มีรูปมายืนยัน เพราะว่าทางโนเกียไม่ให้ไฟล์มาด้วยครับ เพราะ ซอฟท์แวร์ยังไม่สมบูรณ์ ทางโนเกียประเทศไทยบอกว่า ตัวที่วางจำหน่ายจะทำได้ดีกว่านี้อีก ตรงนี้ยังไม่ต้องเชื่อก็ได้นะครับ แต่ถ้ามีเครื่องมาแล้ว อยากให้ไปลองกันเอง กับกล้องที่มีรู้รับแสง F/2.0


และหน้าจอ PureMotion HD+ ก็สามารถทัชด้วยทุกอย่าง ใส่ถุงมือ หรือใช้ดินสอ ซ้อม ก็สามารถทัชได้ ใช้งานได้ อันนี้ไม่ได้ถ่ายวิดีโอมา เพราะตอนนั้นมีอยู่แค่เครื่องเดียว


ในส่วนของที่ชาร์จไร้สาย ทางโนเกียประเทศไทยบอกว่าที่ทางโนเกียใช้นั้น จะเป็นมาตรของ Qi (อ่านว่า ชี่ ในภาษาจีนจะแปล่า ปราณ หรือพลังงาน) ซึ่งตอนนี้ผู้ผลิตอื่นๆก็หันมาใช้งานเทคโนโลยี Qi กันแล้ว แน่นอนว่าต่อไปจะมี accessories จากแบรนด์อื่นๆมาให้ใช้งานกันครับ


โดยตอนนี้ก็มีหมอนชาร์จแบตแบบไร้สายของ Fattboy




และ JBL ที่เป็นลำโพงและชาร์จไปในตัว


และแน่นอนว่า Windows Phone 8 รองรับการใช้งานภาษาไทยเต็มรูปแบบ ทั้งอ่าน ทั้งพิมพ์ ไม่ต้องลงแอพฯเสริมแล้ว ในส่วนของราคาและการวางจำหน่าย ยังไม่มีกำหนดครับ แต่คาดว่าจะวางจำหน่ายภายในปีนี้แน่นอนครับ


Nokia Lumia 820


Nokia Lumia 820 ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันฝุ่น เปลี่ยนฝาหลังได้ โดยจะมีแบบมาตรฐานและแบบชาร์จไฟแบบไร้สาย สำหรับรุ่นนี้ขอบอกตรงๆเลยว่าไม่ได้เล่นอะไรมากมายเท่าไรนัก เพราะตอนจะครบเวลาแล้ว ทางทีมโนเกียประเทศไทยเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่ามีให้ลองเล่น ก็ทำได้แค่ถ่ายรูปมานิดๆหน่อยๆครับ


แอพพลิเคชั่นเสริมสำหรับการถ่ายภาพ


ใน Lumia 920 และ 820 จะมีแอพพลิเคชั่นเสริมมาให้ แต่ตอนนี้ยังไม่มีมาให้ทดสอบกัน มาดูกันว่ามีอะไรบ้างครับ


- Smart Shoot ถ่ายกลุ่มรูปเพื่อน และสามารถเลือกรูปที่ถูกใจได้


- Cinemagraph สามารถสร้างภาพเคลื่อนไหว(.gif) ได้


- Panorama ถ่ายภาพพาโนรามา


Nokia City Lens



เป็นอีกหนึ่งแอพพลิเคชั่นที่น่าสนใจ Nokia City Lens จะแสดงสถานที่ที่น่าสนใจผ่านการส่องกล้องของคุณ และเมื่อเป็นแนวตั้ง POI(สถานที่น่าสนใจ)ต่างๆจะแสดงเป็นแบบ list และเมื่อวางนอน(ไม่ใช่แนวนอนนะ) จะเป็นแบบ Maps ทันที และเราสามารถเข้าไปอ่านรีวิวหรือโหวตในแต่ละ POI นี้ รวมถึงสามารถใช้งาน Nokia Maps พาไปยัง POI นั้นๆได้อีกด้วย และสามารถใช้งานในประเทศไทยได้แน่นอน รวมถึงผู้ใช้งานสามารถเพิ่ม POI หรือจะโหวตและรีวิวได้อีกด้วย





หลังจากที่ได้จับ ได้รับความรู้จากทีมโนเกีย ประเทศไทยมา ทำให้รู้สึกว่าเจ้า Windows Phone 8 หากมาแบบพร้อมๆแล้วจะน่าสนใจขนาดไหน แน่นอว่าผมรู้สึกชื่นชอบ Nokia Lumia 920 เป็นพิเศษ เนื่องจากการใช้งานในชีวิตประจำวันในสัมยนี้ชอบที่จะถ่ายรูปและแชร์ และส่วนใหญ่มักจะไปในที่แสงน้อยๆ Nokia Lumia 920 ก็ตอบโจทย์ในการถ่ายภาพแสงน้อยๆ เรื่องกล้องจบไป มามองเรื่องของ OS กันบ้าง ตอนนี้ Windows Phone 8 เริ่มมีแอพพลิเคชั่นมากขึ้นเรื่อยๆ และการใช้งานในประเทศไทยก็รองรับทั้งอ่านทั้งพิมพ์แล้ว สำหรับคนทำงานก็มี Microsoft Office Mobile มาให้ ทำให้เราเปิดอ่าน แก้ไขได้ทันที รวมถึง SkyDrive ที่จะช่วยแบ็คอัพข้อมูลของเรา ไม่ว่าจะเป็น เพลง รูปภาพ วิดีโอ ไฟล์เอกสาร โดยจะให้พื้นที่ใช้งานถึง 7 GB และถ้าจะส่งไฟล์ก็สามารถใช้ฟังก์ชั่น Tap+Send ผ่าน NFC หรือ Wi-Fi Direct ได้ทันที ส่วนด้านสเปคอื่นๆ เช่น CPU, กราฟฟิก คงต้องรอตัววางจำหน่ายมา ถึงจะได้ทดสอบกัน

มาถึงตรงนี้แล้วยังไม่ต้องเชื่อครับ รอไปเล่นด้วยตาด้วยมือตัวเองจะดีกว่า รับรอง จะติดใจ  |n12:| |n12:| |n12:|

CR :: Nokiagang

13
Windows Phone / [รีวิว] เจาะลึก Windows Phone 8 (ภาค 1)
« เมื่อ: 29 กันยายน 2012, 09:40:00 »
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาผมต้องไปทำงานที่ต่างจังหวัด โดนตัดขาดจากโลกอินเตอร์เน็ต พอกลับมารู้สึกพลาดอะไรไปหลายๆ อย่าง โดยเฉพาะงานสำคัญๆ อย่างการเปิดตัว Windows Phone 8 วันหยุดจึงหาเวลาว่างดูวิดีโองานเปิดตัวย้อนหลัง 2 ชั่วโมงเต็ม ถือว่าไม่ผิดหวังจริงๆ

ผมได้อ่านบทความจากหลายๆ เว็บไซต์ ทั้งไทยและเทศ พบว่ามีแค่การเกริ่นคร่าวๆ เกี่ยวกับฟีเจอร์เด่นๆ ของ WP8 เท่านั้น ไม่ได้มีการลงลึกในรายละเอียดเท่าใดนัก ผมจึงขออธิบายรายละเอียดทุกอย่างที่ไมโครซอฟต์ได้นำเสนอในงานเปิดตัว WP8 ดังนี้ครับ

=================================================================================================



งานครั้งนี้ชื่อว่า Windows Phone Summit จัดขึ้นที่ซานฟรานซิสโก จุดมุ่งหมายหลักของงานคือ เผยฟีเจอร์ใหม่ๆ ให้นักพัฒนาแอพได้ชมครับ ถ้าได้ดูเทปงานเปิดตัวจะเห็นว่าเกือบทั้งงานจะพูดถึงการพัฒนาแอพเยอะมาก ฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่ผู้บริโภคทั่วไปสัมผัสได้จริงๆ นั้นมีนิดเดียว ผู้นำเสนอก็ไม่ใช่ใครที่ไหน นาย Joe Belfiore ผู้ให้กำเนิด Windows Phone นั่นเอง ผมขอแบ่งประเด็นต่างๆ ออกเป็น 10 หัวข้อ แต่ละหัวข้ออาจจะสั้นยาวต่างกันไป เรามาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ


1. Shared Windows Core



ถือได้ว่าเป็นพระเอกของงานนี้เลยทีเดียวครับ เพราะ Windows Phone 8 นั้นจะเปลี่ยนไปใช้เคอร์เนล WinNT แบบเดียวกันกับ Windows 8 ซึ่งต่างจาก WP7 ที่ใช้เคอร์เนล WinCE

การเปลี่ยนไปใช้เคอร์เนลแบบเดียวกับ Windows 8 ถือเป็นการรวมสายการพัฒนา OS ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ถึงแม้จะไม่ใช่ OS ตัวเดียวกันซะทีเดียวเหมือนกรณีของ iPhone กับ iPad แต่ก็ทำให้การพัฒนาแอพและระบบปฏิบัติการทำได้ง่ายและเร็วขึ้นครับ ผมจะกล่าวถึงคำว่า "Shared Windows Core" ตลอดบทความนี้ เพราะมันมีความสำคัญมาก ถึงกับพลิกโฉม WP ไปเลย ผมจึงได้กล่าวว่ามันเป็นพระเอกของงานยังไงล่ะครับ



การเปลี่ยนไปใช้ kernel หรือแกนกลาง os เดียวกับ Windows 8 นั้นมีข้อดีมากครับ โดยเฉพาะนักพัฒนาแอพ ที่จะสามารถพัฒนาแอพบน W8 แล้วก็นำแอพของตนมาลง WP8 ได้โดยแค่ปรับแต่งแอพเพิ่มเติมเพียงเล็กน้อย อีกทั้งยังมีทางเลือกในการพัฒนาแอพที่หลากหลายมากขึ้น ทุกท่านก็คงใช้ Windows PC กัน ก็น่าจะรู้ว่ามันมีโปรแกรมมากมายมหาศาลแค่ไหน นอกจากนี้ Shared Core ยังช่วยให้นักพัฒนาพอร์ตแอพจาก iOS และ Android มาลง WP8 ได้ง่ายมากยิ่งขึ้นด้วยครับ ผลประโยชน์คงไม่ตกไปที่ใคร นอกจากผู้บริโภคที่จะได้ใช้แพลตฟอร์มที่มีคุณภาพครับ



โดยสรุป การใช้แกนกลางเดียวกัน ทำให้ Windows Phone 8 จะใช้ ระบบเครือข่าย, ระบบความปลอดภัย, มัลติมีเดีย, ระบบไฟล์, และการพัฒนาแอพ ร่วมกับ Windows 8 ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เสมือนว่าเป็น os พี่น้องกันครับ


2. New Hardware



WP8 นั้นจะรองรับฮาร์ดแวร์ที่ใหม่และทันสมัยมากขึ้น ดังนี้ครับ

  • Multi-core CPU วินโดส์โฟน 8 นั้นถูกออกแบบมาให้รองรับ CPU มากถึง 64 คอร์ ซึ่งปัจจุบัน CPU มือถือมีสูงสุดแค่ 4 คอร์เท่านั้น ฮาๆๆๆ โดย WP8 ทุกรุ่นที่จะวางขายในอนาคตนั้น จะใช้ซีพียูของ Qualcomm รุ่น Snapdragon S4 Plus ตามข่าวที่เคยลงไว้ก่อนหน้านี้ครับ

  • High Screen Resolution ตอนนี้ WP8 รองรับความละเอียดหน้าจอที่ละเอียดมากยิ่งขึ้นถึง 1280x768 และ 1280x720 ละเอียดกว่าความละเอียดเดิมถึง 2.56 เท่า นอกจากนี้ยังรองรับความละเอียดเดิมที่ 800x480 สำหรับมือถือระดับกลาง-ล่างอีกด้วยครับ

  • MicroSD หลังจากที่ไมโครซอฟต์อ้างเรื่องความเร็วของการ์ดเหมือนแอปเปิลมานาน สุดท้ายก็ยอมให้ WP8 ใช้ MicroSD เก็บข้อมูลต่างๆ เช่น รูปภาพ เพลง วิดีโอ หรือแม้แต่แอพ (install แอพจาก MicroSD ได้อย่างเดียวเท่านั้น) ด้วยครับ ทำให้เราสามารถเคลื่อนย้ายข้อมูลผ่านอุปกรณ์ต่างๆ ได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังลดต้นทุนของผู้ผลิตมือถือด้วย เพราะหน่วยความจำ NAND นั้นแพงเหลือเกิน


ทางฝั่งผู้ผลิตมือถือ ไม่ได้มีแต่โนเกียเท่านั้นที่จะทำมือถือ WP8 ออกสู่ตลาด ยังมี Huawei Samsung และ HTC ด้วยครับ (LG กับ Sony ไม่ทำแล้วหรอ??)


3. Internet Explorer 10



WP8 จะใช้เวบเบราส์เซอร์ตัวใหม่ ทำงานเหมือนกับ IE10 บน Windows 8 และสามารถแจ้งเตือนเมื่อเรากำลังจะเข้าเวบที่ไม่ปลอดภัย (ไม่ได้ระบุว่ารองรับ Flash เหมือน Windows 8 รึเปล่า?)



ไมโครซอฟต์ยังอวดอีกด้วยว่า IE10 บน WP8 รองรับ HTML มากกว่า IE9 บน WP7.5 ถึงสองเท่า แถมยังรัน JavaScript ได้เร็วกว่าเดิมถึง 4 เท่า นอกจากนั้นยังไม่พอ ผลการทดสอบยังระบุว่า เร็วกว่าบราวเซอร์บนมือถือทุกตัวในท้องตลาดอีกด้วย




4. Developer Platform

อย่างที่บอกว่างานนี้จัดขึ้นเพื่อนักพัฒนาแอพ ดังนั้นเนื้อหาในส่วนนี้จึงกล่าวในงานค่อนข้างมาก ผมจะพยายามพูดถึงในส่วนที่สำคัญๆ ก็แล้วกันนะครับ

[size=150]Native Code[/size]



หนึ่งในปัญหาของการพัฒนาแอพบน WP7 คือ มันรองรับการเขียนภาษาต่างๆ น้อยมาก ทำให้นักพัฒนามีช่องทางการพัฒนาแอพน้อยและไม่สามารถทำแอพที่เจ๋งๆ เหมือน os อื่นได้ แต่ตอนนี้ WP8 รองรับทางเลือกการพัฒนาแอพมากขึ้น อาทิ C/C++, XAML C#/VB, HTML5 และ DirectX ทำให้สามารถพัฒนาแอพและเกมที่ซับซ้อนขึ้นได้มาก





นอกจากนี้ Native Code ยังช่วยให้นักพัฒนาสามารถพอร์ท app จาก iOS และ Android หรือแม้แต่ Windows รุ่นโบราณๆ ได้ง่ายมากขึ้นเยอะ เราน่าจะได้เห็นเกมจากวินโดวส์ที่อาจจะเก่าสักหน่อยมาอยู่บน Windows Phone กันเร็วๆ นี้

ตัวอย่างที่ยกขึ้นมาพูดในงานคือ ใช้เวลาในการพอร์ตเกมจาก os อื่นเพียง 2-3 สัปดาห์เท่านั้น  แต่ผมจำชื่อเกมไม่ได้แล้ว



ทางด้านการพัฒนาเกม WP8 จะรองรับเอนจิ้นเกมใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น เช่น Havok เอนจิ้นเกมชื่อดังเบื้องหลังเกม Halo, Skyrim, Diablo III, F.E.A.R., Half-life 2, BioShock ฯลฯ เราน่าจะได้เห็นเกมเจ๋งๆ บน WP8 ไม่น้อยหน้า os อื่นแล้วละครับ



ทุกสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นคงจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าขาดพระเอกของงานนี้ ก็คือ Shared Windows Core จะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนมาใช้แกนกลางร่วมกับ Windows 8 นั้นทำให้พัฒนาแอพต่างๆ ได้ง่ายขึ้นมาก

นอกจากนี้หากเราพัฒนาแอพบน W8 เราก็สามารถนำแอพมาลง WP8 ได้เพียงแค่ปรับแต่งแอพเพิ่มเติมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะทั้งสอง os ทำงานบนระบบและแกนกลางเดียวกันนั่นเองครับ


Mutitasking Improvements



เป็นที่รู้กันว่าไมโครซอฟต์ได้ซื้อบริษัท Skype ไปเมื่อปีที่แล้ว และตอนนี้ Skype ก็ได้รวมเข้ากับระบบของ WP8 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว Skype จะไม่ใช่แค่แอพเดี่ยวๆ ที่โหลดมา แต่จะรองรับการโทรผ่านเน็ต (VoIP) และวิดีโอคอลแบบเต็มประสิทธิภาพ โดยจะรันอยู่เบื้องหลังของระบบปฏิบัติการเลยครับ

นั่นแปลว่าการโทรศัพท์ผ่านเนทนั้นทำได้เหมือนโทรมือถือธรรมดาเลย โดยไม่ต้องเปิดแอพค้างไว้ตัวอย่างคือมีสายเข้ามาเหมือนมือถือเข้าปกติ แต่เราจะเห็นสัญลักษณ์ logo ของ app นั้นโชว์อยู่ที่มุมซ้ายบน แสดงให้เห็นว่าโทรมาจาก app อันไหน เมื่อเรากดรับก็จะพาเราเข้า app อันนั้นและคุยได้เลยทันที

นอกจากนี้ ยังรองรับการพัฒนาแอพเพื่อโทรออกผ่าน VoIP ทำให้นักพัฒนาสามารถใช้ฟีเจอร์นี้ไปใส่ในแอพของตัวเองได้อีกด้วย



นอกจากฟีเจอร์ VoIP แล้ว แอพประเภท location-based อาทิ แอพนำทาง ก็สามารถรันอยู่เบื้องหลังระบบปฏิบัติการเช่นเดียวกัน ตรงนี้มีประโยชน์มาก เช่น ถ้าเราใช้มือถือนำทางอยู่ ระบบสามารถแจ้งเตือนว่าเส้นทางข้างหน้ามีอุบัติเหตุ เมื่อมี sms หรือสายโทรซ้อนเข้ามา เราสามารถบอกเพื่อนได้ว่าเราอาจจะไปถึงช้าหน่อย แล้วเราก็สามารถกลับไปใช้ app นำทางต่อได้ครับ


New Speech Platform



หลังจากที่ Tell Me เป็นฟังก์ชั่นโดดๆ ที่ต้องเข้าผ่านปุ่มโฮมของมือถือและสั่งงานได้แค่เรื่องพื้นฐานเท่านั้น ตอนนี้นักพัฒนาสามารถนำความสามารถของ Tell Meไปใช้กับแอพตัวเองได้แล้วครับ



ตัวอย่างที่โชว์ในงานคือ แอพชื่อดังอย่าง Audible เป็นแอพที่สามารถอ่านหนังสือให้เราฟังได้ เราสามารถใช้ฟังก์ชั่นสั่งงานด้วยเสียงโต้ตอบกับแอพแทนการสัมผัสด้วยนิ้วได้ เช่น สั่งให้แอพเปิดบทถัดไปของหนังสือ หรือสั่งให้อ่านหนังสือเล่มที่เราต้องการให้ฟัง ฯลฯ


Focus on Developers



ถึงแม้จะเอาใจนักพัฒนาหน้าใหม่ซะขนาดนี้ แต่ก็ไม่ลืมนักพัฒนาเก่าๆ เช่นกัน แอพทุกตัวของ WP7 สามารถใช้ได้บน WP8 ครับ ดังนั้นแอพทั้ง 100,000 ตัวที่มีอยู่ใน marketplace สามารถใช้ได้เลยทันทีที่ WP8 วางจำหน่าย นอกจากนี้เครื่องมือในการพัฒนาแอพ WP7.5 และ WP8 ยังใช้ร่วมกันได้ด้วย


5. Sharing with NFC



ในที่สุด WP8 ก็รองรับ NFC เสียที ซึ่งฟีเจอร์หลักของ NFC ก็คงหนีไม่พ้นการแตะแล้วแชร์ข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ ไม่ใช่แค่มือถือเท่านั้น แต่รวมถึงแท็บเล็ต โน้ตบุ๊ค หรืออุปกรณ์ต่างๆ สุดแล้วแต่จะใส่ชิป NFC เข้าไป เรามาดูกันครับว่ามันทำอะไรได้บ้าง


Transfer Data



ฟังก์ชั่นที่พื้นฐานสุดๆ ของ NFC ก็คือ นำมือถือไปแตะวัสดุต่างๆ ที่มี NFC tag เพื่อรับข้อมูล แน่นอนว่า WP8 ก็ทำได้

ในงานคุณ Joe ได้ยกตัวอย่าง นำมือถือ WP8 ไปแตะกับหน้าโฆษณานิตยสาร แล้วข้อมูลผลิตภัณฑ์ก็มาปรากฎบนมือถือของเราเลย หรือเอามือถือไปแตะนามบัตร ข้อมูลรายชื่อก็เข้ามาอยู่ในมือถือของเราทันที ไม่ต้องพิมพ์ให้ยุ่งยาก ถือว่าสะดวกมากๆ ซึ่งเราสามารถนำ NFC ไปประยุกต์ใช้ได้อีกมากเลยทีเดียวครับ


TAP+SEND



ฟังก์ชั่นที่มีบน Symbian มานานแสนนานอย่างการ "แตะแล้วแชร์" ก็มาโผล่บน WP8 แล้วครับ ไมโครซอฟต์เรียกมันเก๋ๆ ว่า TAP+SEND เราสามารถนำมือถือ WP8 ไปแตะมือถือ WP8 อีกเครื่องเพื่อส่งข้อมูล/รูปภาพ/เว็บไซต์ ระหว่างกันได้ หรือแม้แต่นำไปแตะแท็บเล็ต Windows 8 แล้วส่งข้อมูลก็ยังได้ ไม่ต้อง pair บูลทูธให้ยุ่งยาก


Cross-device Apps Communication



นอกจาก NFC จะสามารถแตะเพื่อรับส่งข้อมูลได้แล้ว app ต่างๆ ยังทำงานระหว่างอุปกรณ์ได้อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น ผมเล่นเกมครอสเวิร์ดในมือถือ WP8 อยู่ แล้วผมก็อยากให้เพื่อนที่มีแท็บเล็ต W8 มาเล่นแข่งกัน ผมก็แค่เอามือถือของผม ไปแตะแท็บเล็ตของเค้า แค่นี้เราก็เล่นครอสเวิร์ดแข่งกันได้แล้วครับ เจ๋งจริงๆ

ทั้งนี้ต้องชื่นชนความสามารถของ Shared Windows Core ที่ทำให้ WP8 และ W8 ทำงานร่วมกันได้ดีขึ้นครับ


6. Wallet Hub



Wallet เป็น Hub ใหม่บน WP8 ซึ่งจะรวมระบบการจ่ายเงินที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่ระบบปฏิบัติการมือถือทุกตัวเคยมีมา มันดีเพอร์เฟคยังไงนั้น ต้องไปดูกันครับ




Banking Account



Wallet แปลว่า "กระเป๋าตังค์" ซึ่งก็ต้องรวมเรื่องเงินๆ ทองๆ เอาไว้ ดังนั้น Wallet Hub จึงเป็นศูนย์กลางในการจ่ายเงินผ่านมือถือ WP8 ครับ โดยเราสามารถรวมบัญชีเงินฝาก, PayPal, บัตร Credit หรือแม้แต่บัตร ATM เข้ามาไว้ใน Hub แห่งนี้

เราสามารถเรียกดูยอดเงินคงเหลือได้ เพื่อนก็สามารถแจ้งเตือนเข้ามาทาง Hub ว่าคืนเงินที่ยืมไปได้แล้ว 555+ และเราก็สามารถโอนเงินให้เพื่อนได้ ซึ่ง Wallet Hub สามารถทำงานร่วมกับ app ที่ธนาคารทำขึ้นมาได้ด้วยครับ

อย่าเพิ่งงงนะครับ ว่าจะเอาเงินไปซื้อของผ่านมือถือได้ยังไง อ่านต่อเลยครับ


In-app Purchase



ขึ้นชื่อว่ามือถือ ก็ต้องโหลดแอพ เราสามารถใช้เงินใน Wallet Hub ของเราในการซื้อแอพได้ด้วย โดย WP8 รองรับการซื้อแอพแบบ in-app purchase แล้วครับ

ยกตัวอย่างเช่น Inrix เป็นแอพฟรี แต่เราสามารถจ่ายเงินเพื่ออัพเกรดเป็นเวอร์ชั่น Pro ได้ เราก็ใช้ฟังก์ชั่น in-app purchase อัพเกรดผ่านตัวแอพเลย ไม่ต้องเข้า marketplace ไปโหลดใหม่ แล้วก็ใช้บัญชีเงินใน Wallet Hub ซื้อได้ทันทีครับ

ข้อดีของ in-app purchase อีกอย่าง คือ เราสามารถใช้งานระบบสมัครสมาชิกรายเดือนของนิตยสารได้แล้วครับ (ผมเดาว่าในอนาคต ไมโครซอฟต์จะออก Book Hub มาแน่ๆ)

จับจ่ายใช้สอยง่ายยังงี้ หลายๆ ท่านคงเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย การใช้จ่ายผ่าน Wallet Hub ต้องใส่ Pin Code ทุกครั้งเหมือนในรูปครับ


Deals



นอกจากจะโอนเงิน เช็คยอด ซื้อแอพ ได้แล้ว เรายังสามารถใช้เงินใน Wallet Hub ซื้อดีลได้ด้วยนะ

หลายๆ ท่านน่าจะเคยซื้อดีลของ Ensogo กัน ของลดราคาเพียบ เป็นใครใครก็ซื้อ อย่างเช่นตัวผมเอง เดือนหนึ่งซื้อหลายดีลมากๆ แล้วก็ต้องมาปวดหัว เพราะต้องปริ้นท์ดีลไปโชว์ที่ร้านค้า บางทีไปที่ร้านก็ลืมปริ้น์ เสียเวลา แล้วบางดีลก็หมดอายุเร็วมาก ยังไม่ทันได้ใช้เลย

ดังนั้น Wallet Hub จะมาจัดการปัญหาเหล่านี้ให้หมดไปครับ โดยเมื่อเราซื้อดีลผ่านมือถือ WP8 มันจะรวบรวมรายการดีลทุกอย่างที่เราซื้อไว้ในที่เดียวกัน ไม่ว่าเราจะซื้อดีลจากเจ้าไหนก็ตาม แล้วก็จะโชว์รายละเอียดของดีลนั้น ทำให้เราจัดการดีลที่ซื้อมาได้ดีขึ้น เมื่อเรานำดีลไปใช้ที่ร้านค้า ก็แค่โชว์ QRCode หรือแตะ NFC เท่านั้น ไม่ต้องปริ้นท์ให้ยุ่งยาก

โอ้ ...ผมตกหลุมรัก Wallet Hub แล้วละครับ   :e3:


Membership Cards



ไม่ใช่แค่การจับจ่ายใช้สอยเท่านั้นที่ Wallet Hub ทำได้ แต่เรายังสามารถรวบรวมบัตรสมาชิกร้านค้าต่างๆ ไว้ในนี้ได้ด้วยครับ

อย่างเช่นที่ยกตัวอย่างในงาน คือ บัตรสมาชิกห้องสมุด เมื่อไปยืมหนังสือ ผมก็เอามือถือไปยืมหนังสือผ่านการสแกน bar code ได้เลย ไม่ต้องพักบัตรให้ยุ่งยาก


[size=150]"Tap to Pay" with NFC[/size]

ทุกวันนี้ ช่องทางการจ่ายเงินที่สะดวกและทันสมัยที่สุดนอกเหนือจากบัตรเครดิตแล้ว คงหนีไม่พ้นการใช้มือถือแตะแล้วจ่ายเงิน และด้วยเทคโนโลยี NFC ทำให้มือถือ WP8 สามารถใช้ฟังก์ชั่น Tap to Pay เพื่อจ่ายเงินเพียงแค่แตะมือถือเท่านั้น

ฝั่ง Android ได้เริ่มใช้การจ่ายเงินผ่านมือถือมาพักหนึ่งแล้ว แต่ไม่ได้รับความนิยมซักเท่าไหร่ เนื่องจากกูเกิลไม่ได้ร่วมมือกับผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือในการพัฒนาระบบการจ่ายเงิน ทำให้ร้านค้าหลายแห่งยังไม่มีความเชื่อมั่นในการจ่ายเงินผ่านมือถือ

ไมโครซอฟต์ได้พัฒนาระบบการจ่ายเงินผ่านมือถือที่ใช้ Secured SIM ที่มีความปลอดภัยสูง ซึ่งนำร่องโดยเครือข่าย Orange ในประเทศฝรั่งเศสมาได้พักหนึ่งแล้ว และปัจจุบันไมโครซอฟต์ก็ได้ร่วมมือกับเครือข่ายใหญ่ๆ ในสหรัฐอเมริกาอีกหลายค่าย เช่น AT&T, T-Mobile นอกจากนี้ยังทำงานร่วมกับองค์กรที่ดูแลเรื่องความปลอดภัยอย่าง ISIS ของอเมริกา เพื่อให้การจ่ายเงินผ่านมือถือเป็นที่ยอมรับมาขึ้นในอนาคตครับ

คาดว่า การจ่ายเงินผ่านมือถือนี้น่าจะเห็นแพร่หลายมากขึ้นในปีหน้าครับ


ผมขอยกตัวอย่างการใช้งาน Wallet Hub และ NFC ในชีวิตประจำวันนะครับ ดูวิดีโอได้เลย

[youtube]PPOQCjgNDFc[/youtube]

สองสามีภรรยาเห็นดีลร้านอาหารในมือถือ โฆษณาว่าเด็กๆ ทานฟรี จึงอยากพาลูกๆ มารับประทานอาหารตามประสาครอบครัว เธอจึงสั่งซื้อดีลผ่านมือถือ เมื่อมาถึงร้านอาหารเธอก็ใช้มือถือแตะกับแท็บเล็ตของบริกร แล้วบนแท็บเล็ตก็ปรากฏชื่อของเธอขึ้นมาว่าเป็นผู้ที่ซื้อดีลไว้ ในขณะเดียวกันร้านค้าก็ส่งข้อมูลเมนูอาหารเข้ามือถือของเธอ เมื่อสั่งอาหาร บริกรก็ป้อนรายการอาหารลงบนแท็บเล็ตของทางร้านค้า และเมื่อถึงเวลาจ่ายเงิน เธอก็เพียงแค่แตะมือถือเท่านั้น


7. Nokia Map Technology



ณ จุดนี้ต้องโบกมือลา Bing Map อย่างเป็นทางการ เพราะ Nokia Map จะมาเป็นแผนที่หลักของ Windows Phone 8 และรองรับระบบนำทางที่ดีขึ้นกว่าเดิม ที่สำคัญรองรับการทำงานแบบ offline (ไม่ต้องต่อเน็ต)

นอกจากนี้ Nokia Drive จะใช้ได้กับ WP8 ทุกรุ่นไม่ใช่เฉพาะ Nokia Lumia เท่านั้น และนักพัฒนา app สามารถนำแผนที่ใน Nokia Map ไปใช้ใน App ของตัวเองได้ด้วยครับ

เปิดให้คนอื่นใช้ได้หมดขนาดนี้ ต้องรอดูว่าโนเกียจะมีมัดเด็ดอะไรสำหรับ Nokia Map บนมือถือตระกูล Lumia ครับ


8. WP8 for Business



WP8 ไม่ใช่แค่เจาะกลุ่มลูกค้าทั่วไปเท่านั้น แต่ยังมุ่งเป้าไปที่การใช้งานในองค์กร ที่เป็นกลุ่มลูกค้าหลักของ BlackBerry และ iOS ที่กำลังคลืบคลานเข้ามากินส่วนแบ่งไปอย่างช้าๆ



สำหรับธุรกิจที่ต้องการความปลอดภัยสูง Windows Phone 8 รองรับ secure boot และเทคโนโลยี Bitlocker นอกจากนั้นยังสามารถจัดการ app ได้เองในบริษัทไม่ต้องผ่าน Marketplace ด้วย

ความเจ๋งไม่ได้หมดแค่ระบบรักษาความปลอดภัยขั้นสุดยอด หรือการจัดการอุปกรณ์ผ่านระบบทางไกลครับ ไมโครซอฟต์ได้เปิดตัวฮับใหม่บน WP8 ไปดูกันเลยครับ



Company Hub

บริษัทสามารถพัฒนา Company Hub ขึ้นเป็นของตัวเอง และสามารถพัฒนาแอพขึ้นใช้งานเองได้ โดย Hub นี้จะรวมข้อมูลทุกอย่างที่จำเป็นสำหรับการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลส่วนตัวของเรา ใช้วันหยุด/วันลาไปเท่าไหร่แล้ว บอกว่ามีเมล์ใหม่กี่ฉบับ บอกตารางการทำงานล่วงหน้า บอกว่าสมาชิกในทีมอยู่ที่ไหนบ้างตอนนี้ ฯลฯ

นอกจากนี้บริษัทยังสามารถส่งข่าวสารใหม่ๆ มาให้เราอ่าน หรือแจ้งเตือนข้อมูลต่างๆ ผ่าน Hub ได้ เช่น เตือนให้เราเปลี่ยนรหัสผ่านใหม่ภายใน 2 วัน หรือบอกให้เราติดตั้ง app ใหม่ๆ ที่จำเป็นสำหรับการทำงาน เป็นต้น





โดยส่วนตัว ผมว่าแนวคิดของ Hub นี้เจ๋งมากๆ เลย ตั้งแต่ Wallet Hub จนมาถึง Company Hub ถือว่าโดนใจผมมากๆ เพราะบริษัทผมใช้ iPhone/BB ในการทำงาน ซึ่งมันต้องติดตั้ง App โดดๆ แยกกันเวลาใช้งาน จะดูข้อมูลก็ต้องเข้าแอพโน้นทีแอพนั้นที ยุ่งยากมาก จะลงแอพหรือเครื่องมีปัญหาก็ต้องวิ่งไปให้ IT จัดการให้ สุดท้ายก็รำคาญ ไม่ใช้มันเลยง่ายที่สุด แต่ถ้ามี Hub ก็ไม่ต้องเข้าทีละแอพให้วุ่นวาย และ IT ก็น่าจะจัดการอุปกรณ์เราจากระบบทางไกลได้อีกด้วย ...แต่ว่าเมื่อไหร่ผมจะได้ใช้เนี่ย??


9. New Start Screen



WP8 นั้นเปลี่ยนหน้าตา home ใหม่ โดยจะตัดพื้นที่ว่างและลูกศรด้านขวามือออกไป

Live Tile ยังคงคอนเซปเดิมคือ icon + widget + notification นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ใหม่คือ เราสามารถปรับขนาดเองได้มากขึ้นถึงสามขนาด (เล็ก กลาง ใหญ่)





ผมว่า Screen ใหม่ดูสวยแปลกตาดี ทำให้เราสามารถออกแบบหน้าจอได้มากมายหลายแบบมากขึ้น แล้วไอคอนเล็กๆ ยังสามารถเอามาเรียงกันเป็นกลุ่มเหมือน Folder ได้อีกด้วย



แต่ถ้าท่านใดคิดว่ามันรกหูรกตา อยากได้แบบเดิม ก็ปรับขนาดให้มันเป็นขนาดกลาง แล้วก็เรียงเป็น 2 คอลัมน์ให้เหมือน WP7 ก็ได้ครับ (รูปขวามือล่าง)

ว่าแต่ App List มันอยู่ไหน???


10. Others

ประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวกับ WP8 มีดังนี้ครับ

Language



ปัญหาหนึ่งที่ผู้ใช้ทั่วโลกบ่นอุบคือ Windows Phone ยังไม่รองรับหลายๆ ภาษา แต่ตอนนี้ WP8 รองรับภาษาต่างๆ มากขึ้นอีก 50 ภาษา ซึ่งหนึ่งในนั้นคือภาษาไทยครับ ดูสไลด์เป็นหลักฐานได้เลย


[size=150]Update[/size]



ตอนนี้อัพเดตของ Windows Phone 8 จะทำผ่าน OTA ได้แล้ว โดยไมโครซอฟท์และคู่ค้า (เข้าใจว่าทั้งผู้ผลิตฮาร์ดแวร์และผู้ให้บริการเครือข่าย) จะสนับสนุนการอัพเดตให้เครื่องวินโดวส์โฟนอย่างน้อย 18 เดือนหลังการวางจำหน่าย และจะมีโครงการเปิดให้นักพัฒนาทดลองใช้อัพเดตใหม่ก่อนที่ไมโครซอฟท์และคู่ค้าจะแจกจ่ายให้ลูกค้าทั่วไปด้วยครับ


Windows Phone 7.8



เป็นที่น่าเสียดายว่า WP7.5 ที่วางขายอยู่ในปัจจุบันจะไม่สามารถอัพเดตไปเป็น WP8 ได้ เพราะการเปลี่ยนแกนกลาง หรือเจ้า Shared Windows Core พระเอกของงานนี้แหละครับ แต่ไมโครซอฟต์ก็ออกอัพเดต WP7.8 ให้ ซึ่งที่เห็นได้ชัดเลยคือ เปลี่ยนหน้า Home Screen ให้เหมือน WP8 แต่ฟีเจอร์อื่นๆ ยังไม่รู้จะได้หรือเปล่า

โนเกียออกมาบอกแล้วว่ามือถือ Lumia ทุกรุ่นที่วางขายไปแล้วจะอัพเดตให้เป็น WP7.8 อย่างแน่นอน จนถึงตอนนี้ก็มีแต่โนเกียเท่านั้นก็ออกมาประกาศการอัพเดต WP7.8 ยี่ห้ออื่นยังลูกผีลูกคนอยู่ว่าจะอัพเดตให้ลูกค้าหรือไม่ แต่คุณ Greg Sullivan ตัวแทนจากไมโครซอฟต์ก็ออกมาให้สัมภาษณ์แล้วว่าจะพยายามทำให้มือถือ WP7.5 ทุกรุ่นอัพเป็น WP7.8 ครับ

ผมพอจะทราบว่าการที่แบ่ง WP7.8 กับ WP8 ออกจากกัน ทำให้นักพัฒนาไม่สับสนว่า จะเลือกพัฒนาแอพบนแพลตฟอร์มไหน แต่ผมก็ยังไม่ค่อยเข้าใจอยู่ดีว่า ทำไมไมโครซอฟต์ไม่บอกไปเลยว่า "WP7.5 อัพเป็น WP8 ได้ แต่ตัดฟีเจอร์บางอย่างออก" มันน่าจะทำให้ผู้บริโภครู้สึกดีขึ้นมากกว่านี้ เพราะตัวเลข 7.8 กับ 8 มันให้ความรู้สึกที่ต่างกันมาก อย่างเช่น Apple เค้าก็บอกว่า iPhone 3GS อัพเป็น iOS6 ได้ แต่ฟีเจอร์ใหม่ๆ หายเพียบ

ตอนนี้ไมโครซอฟต์ก็ยังไม่ได้แถลงว่า 7.8 กับ 8 ต่างกันอย่างไรบ้าง นอกจาก kernel และตัวฮาร์ดแวร์ใหม่ที่อัพเกรดไม่ได้จริงๆ อีกทั้งยังไม่บอกอีกด้วยว่าจะเอายังไงต่อไปกับ WP7.8 จะปล่อยทิ้งเลย? หรือจะเอามาทำตลาดเป็นมือถือระดับกลาง-ล่าง ควบคู่ไปกับ WP8? ผู้บริโภคอย่างเราก็ต้องคอยตามข่าวกันต่อไปครับ


Apps



ไมโครซอฟต์คอนเฟิร์มแล้วครับว่า Windows Phone มีแอพกว่า 100,000 ตัวแล้ว นอกจากนี้ยังได้ Zynga เจ้าพ่อเกมออนไลน์บนมือถือมาร่วมพัฒนาเกมบน WP ด้วยครับ


================================================================================================

Summary



กล่าวโดยสรุป Windows Phone 8 มีการอัพเกรดฮาร์ดแวร์ครั้งใหญ่ ใช้ชิปเซ็ทที่ทันสมัยขึ้น หน่วยประมวลกราฟิกดีขึ้น ใช้สถาปัตยกรรมระดับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล รองรับจอภาพที่ละเอียดมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมี NFC และรองรับรูปแบบการเก็บข้อมูลหลากหลายขึ้นอีกด้วยครับ



ดังนั้น สิ่งที่ผู้บริโภคจะได้เห็นในมือถือ WP8 ที่จะวางขายในอนาคตคือ อุปกรณ์ที่ทำงานได้รวดเร็วขึ้น มีเกมและแอพเจ๋งๆ ต่างๆ มากมาย ส่วนนักพัฒนาแอพก็สามารถใช้ประโยชน์ได้จากมัลติทาสกิ้งที่ปรับปรุงใหม่ ฟังก์ชั่นการสั่งงานด้วยเสียง และยังมีทางเลือกในการพัฒนาแอพมากขึ้นอีกด้วยครับ ทางด้านลูกค้าฝั่งองค์กรก็คงจะแฮปปี้เช่นกัน ที่ WP8 รองรับการทำงานทุกรูปแบบที่จำเป็นต่อการใช้งานในองค์กร

ถือได้ว่า Windows Phone 8 นั่นพัฒนาก้าวข้ามไปจาก WP7 มากจริงๆ อย่างไรก็ตาม งานในครั้งนี้ ไมโครซอฟต์เผยให้เราดูแค่บางส่วนของ WP8 เท่านั้น เราน่าจะได้เห็นรายละเอียดต่างๆ ในแง่ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคทั่วไปอีกมาก ในช่วงที่มือถือ WP8 ใกล้จะวางขายราวๆ Q4 ปีนี้ ดังนั้นก็รอติดตามอ่าน "เจาะลึก Windows Phone 8 (ภาค 2)" ได้ในอนาคตครับ

 :c3: ป.ล. ใครมีเวลาว่างก็ชมเทปบันทึกภาพงานเปิดตัว Windows Phone 8 ได้นะครับ ความยาว 2 ชั่วโมงเต็ม สำเนียงอเมริกันฟังไม่ยากเท่าไหร่ รับรองไม่ผิดหวังครับ





CR :: Modernkoro แห่ง Nokiagang

14
แอพที่น่าสนใจ

ในเมื่อมีโอกาสได้ลองเล่นแอพบ้างนิดหน่อย ก็มีแอพฟรีบางตัวมาแนะนำ เผื่อจะเป็นประโยชน์

  • Facebookถือเป็นแอพ Facebook บนมือถือที่ดูดีที่สุดตั้งแต่เคยใช้มา และเป็น Metro UI ที่ออกแบบได้สวยมากตัวหนึ่ง จุดเด่นคือมันนำรูปภาพในอัลบั้มของเรามาแสดงเป็นภาพพื้นหลังด้วย (เปลี่ยนภาพได้) ความสามารถเยอะพอตัวแต่ก็ยังขาดฟีเจอร์สำคัญหลายอย่าง ซึ่งกำลังจะมาในเร็วๆ นี้
  • Twitter แอพเฉพาะสำหรับการใช้ทวิตเตอร์ ฟีเจอร์พื้นฐานครบถ้วน แต่ก็ยังไม่รองรับการแสดง retweet ในแถบ mentions
  • Pulseแอพอ่านข่าวยอดนิยมบนมือถือหลายแพลตฟอร์ม รูปแบบการใช้งานไม่ต่างกับเวอร์ชันอื่น แต่บน WP ยังไม่รองรับ Pulse.me ที่ช่วยบันทึกข่าวและแหล่งข่าวให้เรา
  • Foursquare แอพอย่างเป็นทางการอีกเหมือนกัน ถือเป็น Foursquare เวอร์ชันที่สวยมากๆ อันหนึ่งเลยครับ
  • Flickrแอพอย่างเป็นทางการของยาฮู ดูภาพได้ อัพโหลดภาพได้ แต่ยังไม่เชื่อมกับ Pictures Hub และอัพโหลดได้ทีละภาพเท่านั้น
แอพที่ยังขาด

  • YouTube - มีแอพที่ไมโครซอฟท์ทำเอง ซึ่งเป็นแค่การลิงก์ไปยัง m.youtube.com ยังขาดแอพเต็มตัวแบบของ Android (แนะนำ PrimeTube และ Youtube Pro ครับ)
  • แอพตระกูล Google - ตอนนี้มีเพียงตัวเดียวคือ Google Search ที่ทำอะไรอื่นไม่ได้เลยนอกจากค้นหา ผลิตภัณฑ์ตัวอื่นของกูเกิลมีแต่แอพแบบไม่เป็นทางการ
  • Instagram - แน่นอนว่ายังไม่มี Instagram บน Windows Phone ...แต่การที่ Instagram เป็นของ Facebook และ Microsoft ก็มีความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับ FB มันจะให้มี Instagram บน WP ในเร็ววันหรือเปล่านะ? (แต่คุณสามารถใช้ตัวอื่นอย่าง Fhotoroom หรือ InstaCam แทนได้นะครับ)
26. Zune Desktop

สำหรับ Windows Phone รุ่นแรกจนถึงปัจจุบัน ไมโครซอฟท์ยังเดินตามรอยของแอปเปิลคือบังคับการเชื่อมต่อกับ PC ผ่านซอฟต์แวร์ของตัวเอง ซึ่งในที่นี้คือ Zune Desktop



Zune Desktop ทำหน้าที่หลักๆ สองประการคือ

  • จัดการไฟล์มัลติมีเดียภายในเครื่อง (เพลง-วิดีโอ-ภาพ)
  • จัดการอุปกรณ์ที่มาเชื่อมต่อกับพีซี (ไม่ว่าจะเป็น Zune เครื่องเล่นเพลงหรือ Windows Phone) ทั้งในเรื่องการซิงก์และการอัพเดตเฟิร์มแวร์
เราไม่สามารถนำ Windows Phone มาเสียบสาย USB แล้วลากไฟล์ใส่โดยตรงแบบ Android หรือ Symbian ได้นะครับ ทุกอย่างต้องทำผ่าน Zune Desktop เท่านั้น (ถ้าใช้แมคก็มี Windows Phone 7 Connector for Mac)

เท่าที่ดูจากข่าวที่ออกมาในช่วงหลังๆ (ไมโครซอฟท์หยุดขายแอพผ่าน Zune Desktop) คาดว่าไมโครซอฟท์จะทิ้ง Zune Desktop ในอีกไม่ช้า แต่ตอนนี้เราก็ต้องอยู่กับ Zune กันไปก่อน


27. My Windows Phone

ไมโครซอฟท์ยังเปิดเว็บไซต์ windowsphone.com ซึ่งถ้าล็อกอินด้วย Live ID สามารถบริหารจัดการมือถือของเราได้จากหน้าเว็บโดยตรง



สิ่งที่ใช้งานได้ผ่านหน้าเว็บคือ

  • ค้นหามือถือหาย (Find My Phone)
  • ภาพและวิดีโอที่อัพโหลดขึ้น SkyDrive
  • รายชื่อแอพในเครื่องทั้งหมด (ลงแอพผ่านหน้าเว็บได้แบบเดียวกับ Google Play)
  • รายชื่อเอกสารใน SkyDrive
  • คะแนนและข้อมูลต่างๆ ของ Xbox Live


สำหรับฟีเจอร์ Find My Phone ลองแล้วก็เวิร์คดีครับ หาสถานที่ได้ค่อนข้างแม่น (ในภาพมันกำลังค้นหาอยู่) แค่เรากรอกเบอร์โทรของตัวเองไว้กับเว็บไซต์ windowsphone.com แล้วเปิดเครื่องและต่อกับเครือข่ายมือถือไว้ก็พอ

เมื่อเรากด Find ไมโครซอฟท์จะส่ง SMS ที่มีโค้ดเฉพาะมายังเครื่องของเรา ซึ่งเป็นการสั่งให้เครื่องทำงานในโหมดพิเศษ (ล็อคเครื่อง ส่งเสียง หรือลบข้อมูลในเครื่อง) จำกัดบัญชีละ 15 ข้อความต่อเดือน ซึ่งเราสามารถเลือกใช้ Push ผ่านเน็ตแทนได้ครับ (ซึ่งเร็วกว่าและไม่จำกัดจำนวนครั้ง) ถ้ากรณีติดต่อทางเน็ตไม่ได้มันถึงจะสลับไป SMS ให้เพื่อความแน่นอนอีกทีนึง


สรุป

Windows Phone เป็นระบบปฏิบัติการมือถือที่น่าสนใจและมีศักยภาพมากในอนาคต (ในเรื่องความลื่นไหลนั้นดีกว่า Android ทุกตัวที่ผมเคยใช้มา) แต่สถานะในปัจจุบันมันยังขาดความสมบูรณ์ในหลายๆ ด้าน ซึ่งเราคงต้องรอไมโครซอฟท์พัฒนามันต่อไปอีกพักหนึ่ง

เรื่องความสามารถและ ecosystem ในเรื่องแอพปัจจุบัน อยู่ในช่วงที่เริ่มใช้งานได้บ้างแล้ว เพียงแต่เทียบกับคู่แข่งที่ออกนำมาก่อนหลายช่วงตัวก็ต้องยอมรับว่าด้อยกว่ากันอยู่เยอะพอสมควร และจุดตายที่ไม่น่าให้อภัยจริงๆ คือเรื่องภาษาไทย ที่ไม่รู้ว่าจะมาเมื่อไรกันแน่

จุดเด่น

  • หน้าตาสวยงาม มีสไตล์เป็นของตัวเอง ไม่ลอกเลียนแบบใคร
  • ลื่นไหลกว่า Android อย่างเห็นได้ชัดเจน
  • Live Tiles เป็นแนวคิดที่แปลกใหม่และใช้งานได้จริง
  • แนวคิดเรื่อง Hub เจ๋งมาก มีความสมบูรณ์ในตัวเอง
จุดด้อย

  • ภาษาไทยใช้ไม่ได้ในส่วนของคีย์บอร์ดและเบราว์เซอร์ (แต่ SMS/ E-mail/ People Hub/ Application ต่างๆ เช่น Facebook, Whatsapp/ Music+Video แสดงผลชื่อ file ภาษาไทยได้นะครับ)
  • ยังขาดฟีเจอร์พื้นฐานที่จำเป็นในบางเรื่อง เช่น การเลือกรูปภาพมากกว่าหนึ่งรูปพร้อมกัน
  • status bar มาๆ หายๆ
  • แอพใน Marketplace ยังมีน้อยเมื่อเทียบกับคู่แข่ง (ตอนนี้มี 90,000 แอพ)
  • การซิงก์ยังผูกกับ Zune เพียงอย่างเดียว และไม่มีโหมด USB mass storage
ที่มา http://www.blognone.com/node/32091
CR :: Modernkoro แห่ง Nokiagang

15

พอดีได้อ่านรีวิวของคุณ mk จากเว็บ Blognone เกี่ยวกับ Windows Phone 7.5 ในเรื่องของซอฟต์แวร์และการใช้งาน ผมพบว่าเป็นรีวิวที่ละเอียดและให้ข้อมูลที่ครบถ้วนมาก ผู้ที่สนใจหรือยังไม่เคยลองใช้ WP มาก่อน ควรจะลองอ่านนะครับ ถึงจะยาวแต่ใช้เวลาไม่มาก เพราะมีแต่รูป 555+

เนื้อหาบางส่วนผมได้ดัดแปลง และเพิ่มเติมส่วนที่ขาดไปเล็กน้อย เครื่องที่ใช้รีวิวคือ Nokia Lumia 710 ส่วนรูปประกอบนั้น WP ยังไม่มีฟีเจอร์ cap จอ เลยต้องใช้ภาพจากเว็บของไมโครซอฟต์ไปก่อนนะครับ

========================================================================================

1. Start Screen

การใช้งาน Windows Phone เริ่มจากหน้า lock screen ซึ่งไม่มีอะไรต่างไปจาก lock screen ของระบบปฏิบัติการอื่นๆ มากนัก นั่นคือมีภาพพื้นหลัง นาฬิกา วันที่ และการแจ้งเตือนอื่นๆ เช่น อีเมล นัดหมาย สายที่โทรเข้ามา ฯลฯ



การปลดล็อคหน้าจอทำโดยสไลด์หน้าจอขึ้นไปด้านบน จากนั้นเราจะพบกับหน้าจอ Start ซึ่งประกอบด้วย Live Tiles เรียงกันลงไปในแนวบน-ล่าง

ทุกครั้งที่เรากดปุ่ม Start บนตัวเครื่องมือถือ มันจะพาเรากลับมายังหน้าจอ Live Tiles นี้เสมอ ที่มุมขวาบนของหน้าจอ Start มีลูกศรชี้ไปทางขวามือ กดแล้วจะเห็นรายการแอพทั้งหมดภายในเครื่อง เรียงลงไปตามแนวบน-ล่างเช่นกัน



สรุปว่าหน้าจอพื้นฐานของ Windows Phone มีเพียงแค่ 2 จอเท่านี้ คือ หน้าจอซ้ายสำหรับแอพที่ใช้บ่อยๆ ก็ปักเป็น Tiles เอาไว้ ส่วนหน้าจอขวาก็เอาไว้เรียกแอพที่นานๆ ใช้ที เราสามารถปาดซ้าย-ขวาเพื่อสลับไปมาระหว่างสองหน้าจอนี้ได้ โดยไม่จำเป็นต้องกดปุ่มลูกศรเสมอไป

สำหรับคนที่คุ้นกับระบบปฏิบัติการหน้าจอเยอะๆ แบบ Android หรือ Symbian อาจรู้สึกแปลกๆ กับหน้าจออันน้อยนิดของ Windows Phone บ้าง แต่ก็ไม่มีปัญหาอันใดต่อการใช้งานครับ


2. Live Tiles

Live Tiles ถือเป็นจุดขายหลักของ Windows Phone เลยก็ว่าได้ แนวคิดของมันเป็นลูกผสมระหว่างไอคอนกับ widget ทำหน้าที่ทั้งเป็นช็อตคัตของแอพ และแสดงการแจ้งเตือนต่างๆ จากแอพตัวนั้น



ไม่ใช่ Tiles ทุกตัวที่สามารถแสดงข้อมูลได้ บางตัวเป็นแค่ไอคอนเท่านั้น เช่น IE หรือ Settings พวกนี้เป็นแค่ไอคอนที่ช่วยให้เราเรียกแอพได้สะดวก โดยรวมแล้ว Tiles ทำงานตอบโจทย์การใช้งานได้ดี แนวคิดดูแปลกใหม่

ปัญหาของ Windows Phone ที่ไมโครซอฟท์ควรใช้ Tiles ช่วยคือ Windows Phone ไม่มีวิธีเปิด-ปิดฟีเจอร์ที่ใช้บ่อย เช่น Wi-Fi, 3G, Bluetooth, GPS แบบง่ายๆ ต้องเข้าไปยังหน้า Settings เท่านั้น ซึ่ง iPhone ก็ยังไม่คิดจะแก้ไขในจุดนี้เช่นเดียวกัน

ปัญหานี้ Android และ Symbian แก้โดยแนบ Toggle Widget มาให้เลย ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นมาก กรณีของ Windows Phone สามารถทำแบบเดียวกันโดยเพิ่ม Tiles สำหรับตั้งค่าพวกนี้มาให้ด้วย ต้องโหลดแอพภายนอกมาติดตั้งเอาเอง (ใน Marketplace มีแอพ Cellular Data และ ConnectivityShortcuts ลองโหลดมาใช้แทนได้ แต่ถ้าอยากเปิดปิดวิธีอื่นต้องหากันเอง)


3. App List

หน้าจอรายชื่อแอพนั้นตรงไปตรงมามาก คือมีรายชื่อแอพพร้อมไอคอน แสดงเรียงตามตัวอักษรยาวลงไปเรื่อยๆ เท่าจำนวนแอพที่เราติดตั้งไว้ในเครื่อง



ไมโครซอฟท์คงไม่อยากให้ระบบปฏิบัติการซับซ้อน เลยไม่ให้วิธีจัดกลุ่มรายการแอพใดๆ มาให้เลย ดังนั้นถ้าอยากเรียกแอพแบบรวดเร็วก็ต้องปักหมุดไว้ใน Tiles หรือจะกดปุ่มค้นหาที่มุมซ้ายบน แล้วพิมพ์ชื่อแอพเอาก็ได้ ถ้าเรามี 45 แอพขึ้นไปครับ จะมี search แบบตัวอักษรขึ้นให้ครับ



วิธีการปักหมุดเป็น Tiles ให้เรากดค้างไว้ที่รายชื่อแอพ จะมีคำสั่ง pin to start โผล่ขึ้นมา (ในกรณีที่เป็นแอพที่เราติดตั้งเองผ่าน Marketplace จะมีคำสั่ง rate/review และ uninstall เพิ่มเข้ามาด้วย)


4. Multitasking

การสลับแอพที่เปิดอยู่ ให้ใช้วิธีกดปุ่ม Back ค้างเอาไว้เพื่อเข้าหน้าจอ multitasking ซึ่งจะแสดง thumbnail ของแอพที่เปิดอยู่ขึ้นมา เลื่อนซ้ายขวาเพื่อสลับไปยังแอพที่ต้องการ



การปิดแอพ คือไม่ต้องไปยุ่งอะไรกับมัน ระบบปฏิบัติการจัดการให้เองทั้งหมดครับ ซึ่งกรณีของ Windows Phone ผมลองแล้วพบว่าจัดการเรื่องประสิทธิภาพได้ค่อนข้างดีกว่า Android มาก เนื่องจากมีแอพเพียงบางตัวเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานอยู่เบื้องหลัง ดังนั้นจะเปิดแอพมากหรือน้อยก็ไม่ค่อยมีผลกับระบบสักเท่าไร

การทำงานของ Windows Phone ลื่นไหลมาก แอนิเมชันสวยงาม ตรงนี้คงไม่กล่าวถึงเยอะ ใครอยากเห็นก็หาวิดีโอหรือของจริงดูกันเองได้ไม่ยาก


5. Status Bar

Windows Phone ไม่มี status bar ที่แสดงผลค้างเอาไว้ด้านบนของหน้าจอเหมือนกับ Android/iOS



ปัญหาของ Windows Phone คือรูปแบบของ status bar แตกต่างกันออกไปตามแต่ละหน้าจอครับ เท่าที่ผมสังเกตได้ ถ้าเข้าแอพตระกูล Hub ทั้งหลาย จะไม่แสดง status bar เลย (ไม่เสมอไป) แต่ถ้าเป็นหน้าจอทั่วๆ ไปมักแสดงเฉพาะนาฬิกา

ส่วน status bar แบบเต็ม เราสามารถสั่งให้มันโผล่ขึ้นมาโดยเอานิ้วกดตรงนาฬิกาแล้วปัดลงมา เราจะเห็นข้อมูลสถานะต่างๆ ครบถ้วนอยู่ระยะหนึ่ง แล้วมันปิดกลับไปเป็นแค่นาฬิกาเหมือนเดิม

การทำงานแบบนี้ไม่ค่อยเวิร์ค เพราะเรามักต้องการรู้ว่าตอนนี้ต่อเน็ตอยู่หรือไม่ สัญญาณ Wi-Fi เป็นอย่างไร แบตใกล้หมดหรือยัง ฯลฯ ซึ่งผมคิดว่าแสดงค้างไว้แบบระบบปฏิบัติการอื่นๆ ดีกว่า และไม่ได้เปลืองที่อะไรมากมายนัก


6. Notification

สำหรับการแจ้งเตือนเหตุการณ์ต่างๆ เช่น SMS เข้า, อีเมลใหม่, นัดหมาย ฯลฯ ตามปกติแล้วจะแสดงบน Tiles โดยตรง



แต่ในเหตุการณ์สำคัญบางกรณี เช่น SMS เข้า หรือมีคนแชทมาหาเรา มันจะขึ้นแถบแจ้งเตือนที่ขอบด้านบนของทุกหน้าจอในตอนนั้น ดังภาพ กดแล้วจะเข้าไปยังหน้าจอของแอพที่แจ้งเตือนเรามาด้วย นอกจากนี้เรายังสามารถปัดไปด้านซ้ายหรือขวาเพื่อให้มันหายไปได้ครับ กรณีที่ยังไม่อยากเข้าไปดู


7. Metro Apps

หมดเรื่องของการทำงานพื้นฐานของตัวระบบ มาดูส่วนของแอพกันบ้างนะครับ



แอพของ Windows Phone ส่วนใหญ่ออกแบบด้วย Metro UI ที่ใช้การเลื่อนหน้าจอไปด้านซ้ายหรือขวาเรื่อยๆ (เลื่อนเป็นวงกลม คือสุดด้านใดด้านหนึ่งแล้ววนกลับ)

จริงๆ แล้วการออกแบบแอพลักษณะนี้เหมือนกับ "แท็บ" เพียงแต่ดีไซน์ให้สวยตามสไตล์ Metro เท่าที่ใช้แอพลักษณะนี้มา ผมว่าเข้าใจง่ายดี คือแอพทุกตัวใช้ UI คล้ายๆ กันหมดทำให้เราคุ้นกับการเลื่อนซ้าย-ขวาไปเรื่อยๆ นอกจากนี้ Metro UI ยังไม่เป็นปัญหาต่อการใช้งานมือถือจอใหญ่ๆ ด้วยมือข้างเดียว เพราะเพียงแค่ปัดนิ้วไปมา ไม่ต้องเอื้อมนิ้วไปปุ่มต่างๆ ให้ลำบาก อย่างไรก็ตามมีแอพบางตัวเหมือนกันที่ไม่ใช้ UI แบบนี้ เช่น IE หรือ เครื่องคิดเลข


8. Settings

หน้าจอ Settings ของ Windows Phone แบ่งออกเป็น 2 แท็บ คือ เซ็ตค่าของระบบ และเซ็ตค่าของแอพพลิเคชันที่มากับระบบ (แอพลงเองก็ไปเซ็ตแยกกันเองในแอพแต่ละตัว)



สำหรับหน้าจอตั้งค่าคงไม่มีอะไรซับซ้อนมาก เป็นค่าแต่ละหมวดเรียงลงไป (ไม่เรียงตามตัวอักษร) ที่ใช้บ่อยหน่อยคงเป็นการเปิดปิดฟีเจอร์ต่างๆ ของฮาร์ดแวร์



ส่วนที่น่าสนใจคือธีม (Theme) ที่สามารถเปลี่ยนสีพื้นหลังได้ 2 แบบ (ขาว-ดำ) และเปลี่ยนสีไฮไลต์ (Accent Color) ซึ่งเป็นพื้นหลังของ Tiles และปุ่มต่างๆ ได้อีกจำนวนหนึ่ง



อีกหน้าจอที่น่าสนใจคือ email+account ที่ให้เราตั้งค่าบัญชีอีเมลหรือ social network ต่างๆ เรื่องบัญชีอีเมลคงไม่ต่างอะไรกับระบบปฏิบัติการอื่นๆ คือป้อนข้อมูลแล้วใช้งานได้ทันที ที่น่าสนใจกว่าคือบัญชี social network ที่รองรับทั้ง Windows Live, Facebook, Twitter, LinkedIn มาตั้งแต่แรก (จะกล่าวต่อไปในส่วนของ People Hub)


9. Hub

นอกเหนือจากเรื่อง Live Tiles ที่เป็นจุดขายหลักของ Windows Phone แล้ว ก็คงต้องยกให้กับแนวคิดเรื่อง Hub ที่โดดเด่นและยังหาระบบปฏิบัติการอื่นมาเทียบเคียงได้ยาก

แนวคิดการออกแบบ Hub ของ Windows Phone คือการผนวกรวมเครือข่ายสังคมและบริการออนไลน์ต่างๆ เข้ามารวมกันที่ตัวระบบปฏิบัติการ โดยตัวระบบปฏิบัติการจะแยกตาม "ลักษณะงาน" ให้ (เช่น รูปภาพ เกม สถานะ) แต่รวมเครือข่ายที่ต่างกันเข้ามาไว้ที่เดียวกัน (เช่น ภาพจาก SkyDrive กับภาพจาก Facebook อยู่ใน Pictures Hub ด้วยกัน)

การใช้งานทั้งหมดทำผ่านตัว Hub เลย ไม่ต้องลงแอพของเครือข่ายเหล่านี้แยกต่างหาก (ถ้าอยากลงก็ลงได้นะครับ) ซึ่ง Hub ก็ตอบสนองงานพื้นฐานเกือบหมดอยู่แล้ว ถ้าไม่ต้องการฟีเจอร์อะไรมากมาย ก็สามารถใช้ Windows Phone เท่าที่ไมโครซอฟท์ให้มาโดยไม่ต้องลงแอพเพิ่มเลย

การประสานงานระหว่างเครือข่ายต่างๆ ของ Windows Phone ถือว่าทำออกมาได้ดีมาก ระบบปฏิบัติการคู่แข่งอย่าง webOS หรือ Android มีแนวคิดลักษณะนี้อยู่บ้าง แต่ก็จำกัดเฉพาะอีเมลและสมุดที่อยู่เท่านั้น ในขณะที่ Windows Phone รองรับไปถึงรูปภาพ เกม เพลง ฯลฯ ด้วย

เครือข่ายสังคมที่ไมโครซอฟท์รองรับแน่ๆ คือตระกูล Windows Live, Zune และ Xbox Live ของตัวเอง (และถ้าใช้ระบบเมลองค์กรของไมโครซอฟท์จะได้พวก Exchange กับ Lync มาด้วย) นอกจากนี้ยังรองรับเครือข่ายยอดนิยมอย่าง Twitter, Facebook, LinkedIn มาให้

เครือข่ายของค่ายคู่แข่งอย่างกูเกิลก็รองรับพอประมาณคือ Gmail, Contacts และ Calendar แต่ถ้าอยากได้พวก Picasa, YouTube, Google+ ด้วยก็ต้องรอกูเกิลทำให้สถานเดียวเท่านั้น ซึ่งผมเข้าใจว่าไมโครซอฟต์คงไม่อยากเสียตังค์ให้กูเกิลแบบที่แอปเปิลกำลังทำอยู่

ทีนี้มาดูรายละเอียดกันทีละ Hub ดีกว่าครับ


10. People Hub



People Hub คือจุดที่โดดเด่นที่สุดของ Windows Phone ถ้าให้อธิบายง่ายๆ มันคือ สมุดที่อยู่ + แอพ social network จำพวก Tweetdeck



ส่วนของสมุดที่อยู่คงไม่มีอะไรแปลกกว่าปกติ ใช้แนวคิดรวมเพื่อนคนเดียวกันจากเครือข่ายต่างๆ เข้าด้วยกัน สำหรับกรณีของ Windows Phone รวมได้ทั้งจากสมุดที่อยู่ตามเบอร์โทรปกติ, Windows Live, Facebook, Twitter, Google Contacts, Outlook, LinkedIn (ของ Yahoo! ก็น่าจะได้ครับแต่ไม่ได้ลอง)



หน้ารายการเพื่อนสามารถพิมพ์เพื่อค้นหาได้ หรือกดที่ตัวอักษรของแต่ละหมวดหมู่ เพื่อกระโดดไปยังหมวดที่ต้องการก็ได้ (ฟีเจอร์นี้สะดวกดีมาก)



เรายังสามารถเลือกเชื่อมบัญชีเพื่อนเข้าด้วยกัน (linked profile) ได้เองด้วย และการที่ไมโครซอฟท์มีสายสัมพันธ์อันดีกับ Facebook ทำให้การเชื่อมสมุดที่อยู่เข้ากับเพื่อนใน Facebook ทำได้ทันที ง่ายกว่าของ Android มาก

เมื่อเพื่อนของเราอัพเดตสถานะในเครือข่ายที่เชื่อมเอาไว้ มันจะแสดงขึ้นมาในแท็บ What's New ของเพื่อนคนนั้นด้วย (ตรงนี้เป็นจุดที่กูเกิลลอกไปใช้ในแอพ People ของ ICS ที่มาแทน Contacts ทั้งหมดใช้แนวคิดเดียวกัน)



แต่ทั้งหมดที่กล่าวไปนั้นเป็นแค่ครึ่งหนึ่งของ People Hub เพราะความเจ๋งของมันอยู่ที่ว่า พอเราเข้าแอพ People Hub แล้ว จะมีแท็กที่เรียกว่า What's New ซึ่งเปรียบได้กับ timeline ของเพื่อนๆ เราทั้งหมด

ไม่ว่าจะเป็นการอัพเดตใน Facebook/Twitter หรือเครือข่ายอื่นๆ ก็ตาม มันแสดงรวมมาให้เราทั้งหมด (เลือกแสดงเฉพาะบางเครือข่ายก็ได้นะครับ) และเราสามารถกดไลค์ ตอบคอมเมนต์ รีทวีต ได้จากหน้าจอนี้โดยตรง ไม่จำเป็นต้องลงแอพ social network อื่นๆ แต่อย่างใด



เท่านั้นยังไม่พอครับ ใน Windows Phone Mango ยังมีฟีเจอร์ใหม่อีกอย่างหนึ่งคือ group หรือการจัดกลุ่มเพื่อนๆ เข้าด้วยกันตามต้องการ

สมุดที่อยู่บนมือถือสามารถจัดกลุ่มเพื่อนได้มานานแล้ว แต่พอมันมาอยู่บน People Hub ที่รองรับฟีเจอร์ด้าน social network ในตัว ทำให้มันมีสถานะกลายเป็น list ของ Facebook/Twitter ไปด้วย

นี่แปลว่าเราสามารถกรองดูสถานะอัพเดตของเพื่อนเฉพาะกลุ่มได้โดยตรงจากตัวระบบปฏิบัติการเลย ยิ่งไปกว่านั้น ผมสามารถปักหมุดกลุ่มเพื่อนนี้หรือเพื่อนคนใดคนหนึ่งไว้บน Live Tiles ได้ด้วย เจ๋งไหมล่ะครับ?


11. Me Hub

People Hub ทำหน้าที่แสดงผลแค่ timeline หรือ stream ของเพื่อนๆ เราเท่านั้น ถ้าเราอยากดูข้อความที่ส่งมาหาเรา (mentions ของ Twitter หรือ notifications ของ Facebook) เราต้องใช้แอพอีกตัวที่อยู่ใน People Hub ที่เรียกว่า Me (ตัวฉัน) ซึ่งปักไว้ที่ Live Tiles ให้อยู่แล้วด้วย





Me แบ่งออกเป็น 3 ส่วน (ดูภาพประกอบ) ได้แก่

  • Profile - สถานะล่าสุดของเราเอง, ปุ่มโพสต์ข้อความ (Windows Live/Facebook/Twitter), ปุ่มเช็คอิน (Facebook), ปุ่มเซ็ตข้อความสถานะ (WLM)
  • Notifications - มันคือ notifications ของ Facebook รวมกับ mentions ของ Twitter)
  • What's New - stream/timeline ของเราเอง ที่โพสต์ลงเครือข่ายสังคมต่างๆ
จะเห็นว่าถ้าเราใช้งาน People Hub กับ Me ควบคู่กันไป มันคือ social network client ที่รองรับทั้ง Facebook และ Twitter ในตัว มาพร้อมกับตัวระบบปฏิบัติการเลย ถ้าไม่ต้องการฟีเจอร์อะไรมาก ก็อาจไม่ต้องลงแอพของเครือข่ายพวกนี้เลยด้วยซ้ำ

แต่ People Hub ก็ยังมีข้อจำกัดบางอย่างที่อาจต้องพึ่งแอพเฉพาะกิจอยู่บ้างนะครับ เช่น มันไม่สามารถแสดง retweet ได้ เป็นต้น แต่โดยรวมแล้วพอใช้สำหรับงานพื้นฐานส่วนใหญ่แล้วล่ะครับ


12. Pictures Hub



Pictures Hub ก็เหมือนกัน มันคือ Gallery เวอร์ชันที่ดึงภาพจาก SkyDrive และ Facebook Albums มาให้เลย (บอกแล้วว่าไมโครซอฟท์นั้นใกล้ชิดกับ Facebook จริงๆ) อย่างไรก็ตาม มันยังจำกัดเฉพาะ SkyDrive กับ Facebook เท่านั้น ยังไม่รองรับอัลบั้มภาพจาก Flickr (แม้จะมีแอพ Flickr บน WP ก็ตาม) หรือ Picasa



นอกจากการแสดงอัลบั้มภาพทั้งออนไลน์และออฟไลน์แล้ว มันยังแสดงอัพเดต "ภาพใหม่" ที่เพื่อนๆ ของเราโพสต์ลง Facebook หรือ Windows Live ด้วย ซึ่งตรงนี้เหมือนกับหน้า What's New ของ People Hub (และแยกกลุ่มได้ด้วย)



Windows Phone รองรับการแชร์ภาพไปยังเครือข่ายอื่นๆ แบบเดียวกับ Android เพียงแต่สนิทชิดเชื้อกับ Facebook เป็นพิเศษ มีคำสั่งแชร์ไปยัง Facebook ให้โดยตรงในเมนู (อันนี้เปลี่ยนได้)

ฟีเจอร์เล็กๆ อีกอันที่ผมชอบคือ favorites หรือการเลือกรูปภาพที่ชอบ ภาพพวกนี้จะถูกนำไปแสดงเป็นภาพพื้นหลังใน Pictures Hub หรือแสดงใน Live Tiles ตรงนี้ช่วยให้เรากำหนดภาพสวยๆ มาแสดงเป็นพื้นหลังได้ ไม่ใช่เป็นการแสดงภาพแบบสุ่ม (ที่ภาพจากกล้องมือถือส่วนมากมักไม่สวย)


13. Music+Videos Hub



แอพเล่นมัลติมีเดียของ Windows Phone ชื่อว่า Music+Videos Hub ซึ่งก็ตรงตามชื่อคือรวมทั้งเพลงและวิดีโอไว้ในตัว

แอพตัวนี้เชื่อมโยงกับ Zune ค่อนข้างมาก ทั้งตัวโปรแกรม Zune Desktop บนพีซี และ Zune Marketplace บริการขายเพลงออนไลน์ของไมโครซอฟท์

การใช้งานค่อนข้างตรงไปตรงมา (เล่นเพลง-หนัง) แต่ที่ผมชอบคือมันสแกนเพลงของเรา แล้วดึงภาพศิลปินจากอินเทอร์เน็ตมาเป็นพื้นหลังให้ด้วย ช่วยให้โปรแกรมดูดีขึ้นอีกหลายเท่าตัว!



ที่น่าสนใจหน่อยคงมีแค่ภาพพื้นหลังของหน้า lock screen ตอนเรากำลังเล่นเพลงด้วย Zune เปลี่ยนเป็นภาพศิลปินคนนั้นๆ ที่ Zune ดึงจากอินเทอร์เน็ตมาให้เราอัตโนมัติ ทำให้ดูหรูหราไฮโซขึ้นมาก


14. Office Hub

โปรแกรมที่หลายคนอยากให้มีบนมือถือแน่ๆ คือ Microsoft Office ซึ่ง Windows Phone ก็ตอบสนองความต้องการนี้ให้



Microsoft Office บน Windows Phone ถูกเรียกตรงตัวว่า Office Hub มันรวมเอาเอกสารไว้ให้เราดังนี้

  • เอกสารบนมือถือ
  • เอกสารบน SkyDrive
  • เอกสารบน Office 365
  • เอกสารจาก SharePoint
ส่วนประเภทของเอกสารที่รองรับก็มี Word, Excel, PowerPoint และโน้ตจาก OneNote มาใช้เป็น to-do list และการจดโน้ตทั่วไป

เท่าที่ลองใช้ดู Office บน Windows Phone สามารถแสดงเอกสาร Word ภาษาไทยได้ถูกต้อง แก้ไขได้นิดหน่อย (แก้ข้อความเป็นหลัก แก้ฟอร์แมตได้บ้าง) ส่วน Excel ไม่ได้ลองแต่เท่าที่เข้าใจคือสามารถแก้สูตรได้ด้วย


15. Games Hub



ไมโครซอฟท์ใช้ประโยชน์ของแบรนด์ Xbox และฐานผู้เล่นจำนวนมากให้เป็นประโยชน์ เกมจำนวนมากบน Windows Phone ที่แปะตรา Xbox มาด้วยจะรองรับฟีเจอร์ออนไลน์ของ Xbox Live พวก avatar, achievements, leaderboard, gamer tag มาให้ด้วย ถือเป็นฟีเจอร์ที่สะดวกถ้าหากว่าเราเล่น Xbox Live อยู่แล้วครับ (ผมไม่มี Xbox ก็ต้องเล่นแบบเหงาๆ ไปคนเดียว)


16. E-mail

แอพอีเมลของ Windows Phone มีฟีเจอร์มาตรฐานทั่วไป อ่านเมลได้ ตอบเมลได้ เลือกแสดงเมลตามสถานะ unread/flag ได้



ฟีเจอร์ที่ยังขาดไปคือ การเลือกเมลว่าเป็นสแปม และการแสดงไฟล์แนบแบบ in-line ส่วนฟีเจอร์พิเศษของ Gmail อย่างพวก priority inbox อะไรแบบนี้ไม่มีแน่นอน

แอพอีเมลรองรับการแยกบัญชีอีเมล (โดยใช้อินเทอร์เฟซแบบเดียวกันหมด) บัญชีที่รองรับได้แก่ Hotmail, Exchange, Office 365, Yahoo!, Google และ POP/IMAP ทั่วไป เมื่อเราสร้างบัญชีแต่ละอันแล้ว จะเห็นแอพของบัญชีนั้นๆ โผล่ขึ้นมาใน App List และเราสามารถปักไอคอนแต่ละอันไว้บน Live Tiles ได้



ฟีเจอร์เจ๋งที่เพิ่มเข้ามาใน Mango คือ Linked Inbox หรือการเชื่อมบัญชีอีเมลมากกว่าหนึ่งอันเข้าด้วยกันได้ ตรงนี้สะดวกกว่า Universal Inbox ที่บังคับรวมอีเมลทุกบัญชีเข้าด้วยกัน เพราะเราสามารถจับคู่เลือกบัญชีบางส่วนเข้ากันได้อย่างอิสระ (เปลี่ยนชื่อ Linked Inbox ได้อีกต่างหาก)


17. Messages

ไมโครซอฟท์รวมการสนทนาผ่าน SMS และการแชทผ่าน IM เข้าด้วยกันตามสมัยนิยมเป็นแอพ Messages



ตอนนี้ยังรองรับเฉพาะ Windows Live Messenger และ Facebook Chat เท่านั้น ใครอยากใช้ Google Talk หรือ Whatsapp ก็ต้องไปหาแอพเอาเอง


18. Calendar

แอพปฏิทินไม่มีอะไรพิสดารเช่นกัน แสดงโหมด agenda, to-do, today, month (แต่ไม่มีแบบ week) และรองรับปฏิทินที่อยู่บนอินเทอร์เน็ตได้



มันสามารถเชื่อมต่อกับปฏิทินของ Windows Live, Exchange, Google Calendar และ Facebook Events ได้ แยกสีระหว่างกันได้

หมายเหตุ: คนที่ใช้ Google Calendar โดยมีปฏิทินหลายอันแบบผม ต้องเข้าไปเซ็ตค่าในฝั่งของกูเกิลเสียก่อน จึงจะเห็นปฏิทินทั้งหมด (ถ้าไม่เซ็ตจะเห็นแค่ปฏิทินหลักแค่อันเดียว) รายละเอียดดูได้จาก http://support.microsoft.com/kb/2430181


19. Internet Explorer

ไมโครซอฟท์อัพเดต IE ใน Mango ให้เป็น IE9 Mobile ที่มีความสามารถดีขึ้นกว่า IE ใน Windows Phone รุ่นแรก



การใช้งานคงไม่ต่างอะไรจากเบราว์เซอร์บนมือถือทั่วไปครับ มันรองรับการแสดงผลหลายแท็บ (สูงสุด 6 แท็บ) และสามารถปักหมุดเว็บเพจไว้บน Tiles ได้ การเปิดแท็บทำได้ลำบากเล็กน้อยเพราะต้องเปิดเมนู tabs ขึ้นมาก่อนเสมอ



มันไม่รองรับ Flash (และคาดว่าคงไม่มีวันนั้น) และภาษาไทยใช้ไม่ค่อยได้นัก อันนี้ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากทำใจรอไมโครซอฟท์แก้ไขให้ในรุ่นหน้า หรือไม่ก็เปลี่ยนไปใช้แอพ CoreSharp BrowserThai พอแก้ขัดได้บ้างเป็นบางเว็บ


20. Keyboard



คีย์บอร์ดของ Windows Phone ดูเรียบง่ายแต่ตัวช่วยตรวจสะกด (auto-correction) ทำงานได้ค่อนข้างดี พิมพ์ไม่ค่อยผิดเท่าไร



การ copy & paste คล้ายกับระบบปฏิบัติการอื่นๆ คือกดค้างตรงข้อความที่ต้องการ copy แต่ตอน paste ง่ายขึ้นหน่อยเพราะมีไอคอน Paste แถมมาด้านบนคีย์บอร์ดให้ด้วย

Windows Phone ไม่สามารถลงคีย์บอร์ดอื่นๆ ได้ (เช่นเดียวกับ iOS) และคีย์บอร์ดที่แถมมาด้วยก็ไม่มีภาษาไทยมาให้ (คงต้องรอ WP8 กันต่อไป)



ทางออกเดียวในตอนนี้คงเป็นแอพ Pim Thai ที่เป็นแอพคีย์บอร์ดแยกต่างหาก แล้วค่อย copy ข้อความภาษาไทยไป paste ในแอพที่ต้องการแทนครับ (ต้องขอบคุณคุณ สันติสุข อนามพงษ์ และ อัฑฒ์ ณ นคร ที่ทำแอพนี้ออกมาใช้แก้ขัดและแจกฟรี)


21. Tell Me



ถ้ากด Back ค้างไว้จะกลายเป็นหน้าจอสลับแอพ แต่ถ้าเรากดปุ่ม Windows ค้างไว้ จะกลายเป็นโหมดสั่งงานด้วยเสียงแทน

โหมดสั่งงานด้วยเสียงของ Windows Phone ใช้เอนจินวิเคราะห์เสียง Microsot Tellme และสามารถทำงานได้โดยไม่ต้องต่อกับอินเทอร์เน็ต (Siri ต้องใช้อินเตอร์เน็ตเท่านั้น)

ความสามารถด้านเสียงของ Windows Phone ยังจำกัดอยู่บ้าง สามารถใช้ได้แค่การโทร/ส่งข้อความหาเพื่อนในสมุดที่อยู่ และเปิดแอพที่มีอยู่ในเครื่อง ถ้าต่อเน็ตไว้ด้วยก็สามารถหาข้อมูลจาก keyword จาก Bing ได้อีกอย่างหนึ่ง นอกจากนี้เรายังสามารถบอกให้มันตอบ Massage ได้ทันทีโดยไม่ต้องพิมพ์ครับ เข้าไปดูวิดีโอตัวอย่างการทำงานได้ที่นี่ครับ http://www.nokiagang.com/forums/lumia-800-os-wp7-t132773.html

อย่างไรก็ตาม เทียบกับฟีเจอร์ของ Siri บน iPhone หรือ Voice Actions บน Android ก็มีบางอย่างที่ Tell Me ยังทำไม่ได้อยู่บ้าง


22. Camera



แอพกล้องของ Windows Phone ก็ทำงานได้พื้นฐานเท่าที่แอพกล้องบนมือถือพึงมี สามารถเลือกโหมดการถ่ายรูปตาม scene ได้, เปลี่ยนค่า white balance/exposure/ISO/contrast, เลือกจุดวัดแสงว่าใช้ค่าเฉลี่ยหรือวัดเฉพาะจุด, ปรับโหมดถ่ายมาโคร และเปิด-ปิดแฟลชได้

สิ่งอำนวยความสะดวกที่ผมชอบคือ แสดงภาพที่เพิ่งถ่ายล่าสุดไว้ที่ขอบด้านบนของแอพถ่ายภาพด้วย ช่วยให้เรากดดูภาพล่าสุดได้ง่ายขึ้นมาก



ภาพที่ถ่ายแล้วยังมีฟีเจอร์ face recognition ช่วยเหลือการแท็กเพื่อนบน Facebook ได้ด้วย


23. Bing

ปุ่ม Search ของ Windows Phone ดูเผินๆ อาจเหมือนกับปุ่ม Search ของ Android แต่แท้จริงแล้วมันต่างกันอย่างสิ้นเชิง

เพราะหน้าที่ของปุ่ม Search ใน Android แปรเปลี่ยนตามหน้าจอแอพในตอนนั้น เช่น กดตอนอยู่หน้า Home จะเป็นการค้นกูเกิล แต่กดตอนอยู่ในหน้า Contacts จะค้นหาชื่อเพื่อนแทน ซึ่งก็สร้างความสับสนบ้างในบางกรณี

แต่ปุ่ม Search ของ Windows Phone ทำหน้าที่เพียงอย่างเดียวคือ เข้าไปยังหน้าของ Bing



การใช้งานเหมือน Bing บนเว็บทุกประการ คือพิมพ์ในช่องค้นหาแล้วแสดงลิงก์ จุดต่างอยู่ที่ปุ่มด้านล่าง 4 ปุ่ม มันเป็นการค้นหาเฉพาะทาง ดังนี้ (เรียงจากซ้ายไปขวา)

  • Local Scout - ค้นหาสถานที่โดยรอบ คล้ายกับ Google Places
  • Music - ค้นหาด้วยเพลง เหมือนกับพวก Shazam, SoundHound
  • Vision - ค้นหาด้วยภาพ เหมือนกับ Google Goggles
  • Voice - ค้นหาด้วยเสียงพูด เหมือนกับ Voice Search ของ Android
แต่ในของจริงที่ผมใช้ มีเฉพาะ 2 ไอคอนหลัง (Vision และ Voice) เข้าใจว่าประเทศไทยรองรับแค่นั้น

เวลากดปุ่มค้นหา Bing Vision เราจะสามารถสแกน QR Codes, Bar Codes, Microsoft Tags และตัวอักษรได้ด้วยครับ


24. Maps

แอพแผนที่ของ Windows Phone ย่อมต้องใช้ Bing Maps (ตัวแอพชื่อ Maps เฉยๆ) ส่วน Nokia Map เป็นแอพเฉพาะของโนเกีย ไม่เกี่ยวข้องกันแต่อย่างใด



ฟีเจอร์ของตัวแผนที่ก็ตามมาตรฐาน ค้นหาสถานที่ได้ แสดงเส้นทางได้ มีภาพถ่ายทางอากาศ ส่วนความละเอียดของแผนที่ก็ดูกันเองผ่าน Bing Maps เวอร์ชันเดสก์ท็อป


25. Marketplace

ร้านขายแอพของไมโครซอฟท์ ซึ่งจริงๆ แล้วมันยังมีเพลง เกม และ podcast ให้ดาวน์โหลดด้วย (ไม่มีหนังและรายการทีวีนะครับ)



ขั้นตอนการค้นหาและติดตั้งแอพก็ไม่มีอะไรต่างไปจากค่ายอื่นๆ ครับ การจ่ายเงินต้องผ่านบัตรเครดิตเท่านั้น (ใส่ข้อมูลบัตรได้ผ่านเว็บไซต์ windowsphone.com)


16




ที่จริงแอพ Photosynth ไม่ได้ใหม่อะไรหรอกนะครับ มีมาได้สักระยะแล้ว ใน App Store ของ iOS (ซึ่งแอพนี้ผมก็ใช้อยู่ประจำ) แต่พอดีเห็นข่าวที่ว่าเพิ่งรองรับกับ Windows Phone เลยขอเอามาแนะนำทีเดียวเลยครับ

Photosynth เป็นแอพสำหรับถ่ายภาพแนวพาโนรามา (Panorama) หรือถ่ายภาพแบบติดๆ กันหลังครั้งหลายภาพ แล้วมาต่อให้เป็นภาพใหญ่ภาพเดียว โดยความพิเศษของแอพนี้คือสามารถทำงานได้อย่างแม่นยำและต่อภาพได้แบบ 360 องศาเลยทีเดียว ซึ่งผู้ผลิตแอพนี้ก็เป็นค่ายซอฟต์แวร์ใหญ่ชื่อว่า Microsoft นั่นเอง ที่ใจดีเปิดให้คนใช้ระบบ iOS(iPhone/iPad) และ Windows Phone ได้โหลดไปใช้กันฟรีๆ


Photosynth สำหรับ iOS

 


 




ตัวอย่างภาพที่ถ่ายจากแอพ Photosynth













 :c3: :c3: ดาวน์โหลดแอพ Photosynth :c3: :c3:

สำหรับ iOS

CR :: www.9TANA.com
CR :: http://www.manager.co.th/cyberBiz/viewNews.aspx?newsid=9540000049639

17
โหลดแอพพวก  Thai key ใน Google play ครับ มีให้เลือกหลายแบบหลายผู้ผลิตครับ แล้วแต่ชอบเลย

19
AIS มันมี *xxxxx ใช้โทรเพื่อ(เปิด/ปิด) GPRS/EDGE/3G ครับ

ส่วนเมนูบน Nokia303 ไม่มีให้เปิดปิดครับผม (แต่ก็ไม่แน่ใจว่า F/W ใหม่มันเพิ่มมาหรือยัง)

20
ดูแบบไหนครับ ผ่านwifiในเครือข่ายที่เป็นวงเดียวกับกล้องDVR หรือว่าดูแบบผ่านเน็ตมือถือ ???

ใน Remote DVR มีฟังก์ชั่นให้เข้าไปเปิดดูแบบภาพนิ่งที่มันรีเฟรชทุกๆ 3-5 วิมั้ยครับ
ถ้ามีก็เปิดตัวนี้ขึ้นมาแล้วใช้ IEบน710 เปิดผ่านตัวนี้สะดวกกว่าครับ

หรือว่าได้ลงทะเบียน dDNS ไว้ให้ดูออนไลน์มั้ยครับ ???

หน้า: [1] 2 3 ... 35